หน้าแรก l รายการพระเครื่อง l แกลลอรี่ภาพ l การชำระเงิน l ศิษย์หลวงพ่อกวย l ศิษย์หลวงพ่อเชื้อ l จัดการร้านค้า
 
ข้อมูลร้านค้า
 
  ชื่อร้าน ฝุ่นดินท้องถิ่นนิยม  
 
  เจ้าของร้าน เชษฐา ฉายะสถิตย์
ฝุ่นดินท้องถิ่นนิยม
 
  ที่อยู่ 86 ม.3 ต.หนองมะโมง อ.หนองมะโมง ชัยนาท 17120
   
 
  ข้อมูลร้านค้า "สะสมพระในแง่ของศิลปะและความเป็นตำนาน สืบสานตำนานพระท้องถิ่น" เราสนใจพระท้องถิ่นในอดีตที่เกือบจะเป็นตำนาน มีประสบการณ์เป็นที่เล่าขานกันแบบปากต่อปากจากบุคคลที่มีตัวตน ไม่ใช่แค่ภาพลวงตาตามหน้าหนังสือ "เก่า-แท้-สวย-หายาก-มากประสบการณ์ เป็น ๕เหตุผลที่เพียงพอต่อความแพงและความควรค่าแก่การสะสม"
     
 
  เงื่อนไขการรับประกัน คนจริง...ใจจริง...พระจริง พิจารณา 7 วัน ไม่พอใจคืนเต็ม แต่พระต้องสภาพเดิม
   
 
  เบอร์โทรติดต่อ 0847208460,0871950045
  E_mail foondin@hotmail.com
  จำนวนพระเครื่องทั้งหมด 114
  จำนวนผู้เข้าชม 194984
  ผู้ชมขณะนี้ 40
     
รายการพระเครื่องล่าสุด
ลำดับชื่อราคา รายละเอียดสถานะปรับปรุงล่าสุดผู้ชม
1
หลวงพ่ออุปัฌชาย์เทศแห่งวัดสระทะเล
14500ปรมาจารย์เฒ่าร่วมยุคหลวงพ่อเงิน วัดพระปรางค์เหลือง หลวงพ่อปั้น วัดหาดทะนง และมีน้ำหนักว่าหลวงพ่อเทศท่านจะอาวุโสสุด ท่านเป็นอาจารย์องค์สำคัญอีกรูปหนึ่งของหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพดังนั้นความล้ำลึกทางวิทยายุทธคงไม่ต้องพูดถึงครับ17:38:36 อาทิตย์ 14 พ.ค.1005
2
ลูกคิดหลวงพ่อเฒ่า(คง)พิเศษจุ่มรักพบน้อย
4500 หลวงพ่อคง คงฺคปญฺโญ มีเชื้อสายเป็นชาวเมืองกำแพงเพชร ตัวหลวงพ่อเองน่าจะเป็นคนท้องถิ่นบ้านประจำรัง (บึงจำรัง) ต.หาดท่าเสา อ.เมืองชัยนาท จ.ชัยนาท เพราะในปัจจุบันมีญาติของท่านสืบเชื้อสายอยู่ในหมู่บ้านประจำรัง ท่านเกิดที่ใดไม่ปรากฏหลักฐาน เกิดเมื่อวันจันทร์ ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๓๕๓ เป็นปีที่๒ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มรณะภาพ ปีฉลู พ.ศ.๒๔๕๖ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๖ มีอายุรวม ๑๐๓ปี นับว่าท่านมีอายุยืนยาวถึง๕แผ่นดิน หรือ ๕รัชกาล ของพระมหากษัตริย์ไทย ท่านได้ผ่านวิวัฒนาการของโลกมาอย่างมากมาย หลวงพ่อคงเป็นพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อบุคคลโดยไม่เลือกชาติ ชั้น วรรณะบำเพ็ญ ประโยชน์ทั้งทางศาสนจักรและราชอาณาจักร หลวงพ่อน่าจะอุปสมบทใน ปี พ.ศ. ๒๓๗๔ ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌายะพ.ศ. ๒๓๙๔ ขณะอายุย่าง เข้าปีที่ ๔๒ คือตอนปลายของรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงรัชกาลที่ ๖ ท่านดำรงตำแหน่งพระอุปัชฌายะเป็นเวลาถึง ๔แผ่นดิน จึงมีลูกศิษย์ลูกหาเต็มบ้านเต็มเมือง ท่านดำรงตำแหน่งพระอุปัชฌายะให้แก่ประชาชนที่จะทำการอุปสมบท ตั้งแต่รุ่นปู่จนถึงรุ่นหลาน จึงเป็นที่เคารพนับถือของบุคคลทั่วไปตลอดลุ่มน้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำน้อย ดังนั้นวัดคงสวัสดิ์วัฒนารามในยุคหลวงพ่อคงซึ่งเป็นเจ้าอาวาส จึงเฟื่องฟูเป็นที่รู้จักมักคุ้นของบุคคลทั่วไปทั้งใกล้และไกล มีพระสงฆ์ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาและศิษย์วัดเป็นจำนวนมาก มีถาวรวัตถุในทางพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก อาทิ อุโบสถ วิหาร ศาลาการเปรียญ กุฏิ ศาลาท่าน้ำ จัดสร้างเป็นระเบียบเป็นแถวเป็นแนวบริเวณวัด สะอาดสะอ้าน ร่มรื่นด้วยหมู่ไม้ประจำวัด เช่น พิกุล บุนนาค สารภี จำปี จำปา กรรณิการ์ ฯลฯ เป็นที่เจริญตาเจริญใจของผู้ที่ได้มาพบเห็นเป็นรมณียสถานเป็นสถานที่ศึกษา เป็นที่เผยแพร่ศีลธรรมวัฒนธรรมของชาติอย่างดียิ่ง เป็นสถานพยาบาลและอำนวยประโยชน์แก่ประชาชนโดยทั่วไปฯลฯ หลวงพ่อคงเป็นผู้มั่นคงในพระธรรมวินัยสงเคราะห์อนุเคราะห์ประชาชนด้วยสังคหวัตถุ4 มีพรหมวิหารธรรมอยู่เป็นนิตย์ จึงเป็นที่เคารพศรัทธาอย่างกว้างขวางประกอบกับเป็นผู้ทรงไว้ด้วยอภินิหารอันน่ามหัศจรรย์เป็นอันมาก จึงมีผู้ฝากตัวเป็นศิษย์ทั้งที่เป็นฆราวาสและบรรพชิตจำนวนมากมาย ศิษย์ของท่านภายหลังได้เป็นพระเกจิอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นพระเถระผู้ใหญ่ เป็นเจ้าอาวาสวัดต่างๆหลายองค์และหนึ่งในหลายๆองค์นั้นมีอยู่ท่านหนึ่งซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ที่มีอิทธิปาฏิหารย์เป็นที่รู้จักของชาวไทยและชาวต่างประเทศนั่นก็คือ "หลวงปู่ศุข แห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท" ผู้เป็นอาจารย์ของพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ อดีตเสนาบดีกระทรวงทหารเรือในรัชกาลที่ ๖ แห่งราชวงศ์จักรี...,เรื่องการเป็นศิษย์อาจารย์กันของหลวงปู่ศุขกับหลวงพ่อเฒ่า(คง)นี้ มีผู้ที่ศึกษาตำรับตำราวิชาในสายหลวงปู่ศุขท่านหนึ่งให้ข้อมูลว่าในตำราของหลวงพ่อบุญยัง วัดหนองน้อยบันทึกไว้ว่าหลวงปู่ศุขได้ต่อวิชาสร้างตะกรุดใต้น้ำและวิชาบางอย่างจากหลวงพ่อเฒ่า ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงหลวงพ่อไกร วัดใหญ่อีกองค์ที่ใช้วิชาทำตะกรุดใต้น้ำ และเนื่องจากเป็นพระเถระในแถบนี้และมีเส้นทางการคมนาคมทางน้ำเชื่อมถึงกันได้ก็น่าจะศึกษาไปจากหลวงพ่อเฒ่า(คง)ด้วยเช่นกัน(ฝุ่นดิน:เพิ่มเติม๕๙) จะขอยกตัวอย่างอภินิหารของหลวงพ่อที่เลื่องลือกันมาเป็นเวลายาวนานแต่เพียงย่อๆดังนี้ ๑.นายถี สอนแจ้งเล่าว่าในขณะที่ตนเป็นสามเณรหลวงพ่อท่านใจดีจึงไม่ค่อยกลัวท่านนัก วันหนึ่งหลวงพ่อนั่งอยู่ใต้ต้นมะม่วงกับนายถี จะเป็นว่าหลวงพ่อลุกขึ้นยืนหรือลูกมะม่วงหล่นลงมาถูกท่าน อย่างใดอย่างหนึ่งนายถีจำไม่ได้แล้ว แต่ที่จำได้คือหลวงพ่อพูดว่า “มะม่วงนี่ไม่ดีนะเณร” ครั้นรุ่งเช้ามะม่วงต้นนั้นซึ่งเมื่อวานใบยังเขียวสดทั่วกิ่งก้านก็เหี่ยวทั้งต้นและตายไปในที่สุด นั่นเป็นเรื่องมหัศจรรย์ไม่น้อย เพียงหลวงพ่อเอ่ยว่า"ไม่ดี" ก็ทำให้มะม่วงต้นนั้นตายได้ ๒.บริเวณหน้าวัดริมตลิ่งฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยามีต้นโพธิ์ใหญ่อายุหลายร้อยปีมีกิ่งใหญ่กิ่งหนึ่งชี้ไปทางทิศเหนืออยู่ไม่สูงจากพื้นดินมากนักต่อมามีความจำเป็นที่จะต้องตัดออก แต่ไม่มีผู้ใดกล้าตัดออกเพราะถือว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เวลาประมาณสามทุ่มคืนหนึ่งหลวงพ่อครองผ้าจีวรเรียบร้อย (ห่มดอง) เดินไปที่ต้นโพธิ์นั้นตามลำพังครู่ใหญ่ แล้วก็เดินกลับมาโดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเดินไปทำอะไรเพราะหลวงพ่อมักจะครองผ้าไปเดินบริเวณวัดเสมอๆต่างก็คิดว่าท่านไปเดินจงกรม ตกดึกคืนนั้นทั้งๆที่ลมสงัดกิ่งโพธิ์ใหญ่วัดโดยรอบมีขนาดหลายกำมือกิ่งนั้นก็หักลงมา ลักษณะเหมือนตัดด้วยมีดคมตรงที่แยกจากลำต้น จากคำบอกเล่าภาษาถิ่นใช้คำว่า "ราวกับสิน"(คือรอยตัดที่ขาดจากลำต้นอย่างเรียบร้อยราวกับใช้มีด) ๓.ในวัดมีชายสติไม่ดีหรือคนบ้ามาอาศัยอยู่คนหนึ่งตอนเย็นทุกๆวันหลวงพ่อจะต้มน้ำร้อนเลี้ยงพระเณรที่ทำงานต่างๆด้วยตัวท่านเองขณะที่ต้มน้ำร้อนหลวงพ่อจะสูบยามวนใหญ่(ใช้ยาเส้นมวนด้วยใบตองแห้ง)โดยใช้ดุ้นฟืนที่ติดไฟจุดยาชายบ้าคนนั้นนั่งดูหลวงพ่อต้มน้ำและจุดยาสูบทุกวัน วันหนึ่งหลวงพ่อมวนยาเสร็จก็ใช้ปากคาบมวนยาไว้ ยังไม่ทันจะหยิบดุ้นฟืนคนบ้าคนนั้นได้หยิบดุ้นฟืนรีบส่งให้ท่านก่อน หลวงพ่อได้กล่าวกับพระเณรและผู้ที่อยู่ใกล้ๆท่านว่า “ไอ้นี่ มันดีนะ” อาการของคนบ้าคนนั้นก็หายวันหายคืนกลับเป็นคนดีในเวลาต่อมา ๔.หลังจากที่ท่านมรณะภาพแล้วในช่วงพ.ศ. ๒๔๘๙-๒๔๙๐ มีอยู่คราวหนึ่งพระวัดคงสวัสดิ์วัฒนารามมีกิจนิมนต์จะไปเจริญพระพุทธมนต์ที่บ้านญาติโยม ซึ่งอยู่ห่างจากวัดประมาณ ๒ กม.เส้นทางที่จะเดินไปบ้านงานปลอดบ้านคนมีป่าพงขึ้นสองฟากทาง ระหว่างเดินทางมีควายหลายฝูงและเล็มหญ้าตลอด ๒ข้างทางปกติควายเห็นพระจะไล่ขวิดทันที มีพระหลายรูปแล้วที่ถูกควายขวิดจนมรณะภาพ วันที่ไปกิจนิมนต์นั้นไม่มีฆราวาสเดินทางด้วย จึงมีแต่พระ ๕รูป (รวมทั้งผู้เล่าคือมหาบุญธรรม เอี่ยมสมบูรณ์)เมื่อหาชาวบ้านช่วยไล่ควายไม่ได้ผู้เล่าจึงขอบารมีหลวงพ่อเป็นที่พึ่งด้วยการอาราธนาไม้เท้าของหลวงพ่อแบกนำหน้าพระทั้ง๔รูป เดินฝ่าฝูงควายไปควายที่กำลังและเล็มหญ้าอยู่สองข้างทางห่างจากทางเดินประมาณสองศอกเศษต่างแทะเล็มหญ้ากันอย่างเพลิดเพลินไม่มีแม้แต่ตัวเดียวเงยหน้ามองดูพระเหมือนไม่มีใครเดินฝ่าฝูงควายเลยนับว่ามหัศจรรย์จริงๆ ๕ . ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองในปี พ.ศ.๒๔๘๕โจรผู้ร้ายชุกชุมทั่วทุกหัวระแหง โดยเฉพาะภาคกลางในเขตเมืองชัยนาทถูกปล้นแทบไม่เว้นแต่ละวันชาวบ้านต่างนอนตาไม่หลับ อยู่กันด้วยความหวาดระแวงไม่รู้ว่าจะถูกปล้นวันไหนสิ่งของเครื่องใช้ที่มีค่าก็ถูกฝังไว้ กลางคืนก็เข้าไปนอนในสวนเป็นการรักษาชีวิตให้ปลอดภัย บนบ้านเรือนก็มีแต่ภาชนะหม้อข้าวหม้อแกงที่เป็นดินเผา สิ่งที่ทำด้วยโลหะจะเก็บฝังดิน ในระหว่างนั้นชาวบ้านที่สามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้คงมีแต่ชาวบ้านประจำรังเท่านั้นที่ไม่มีแม้แต่บ้านเดียวที่ถูกโจรปล้นนับว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ไม่น้อยในยุคนั้น ทั้งนี้เพราะชาวบ้านทุกคนต่างเชื่อมั่นในบารมีหลวงพ่ออย่างเหนียวแน่นแม้ท่านจะล่วงลับไปนานแล้วก็ตาม ผู้เล่าเคยถามนายคำ โพธิ์ชัยชาวบ้านประจำรังซึ่งปลูกบ้านอยู่โดดเดี่ยวห่างไกลจากผู้คนหลายกิโลเมตร ซึ่งเป็นป่าเปลี่ยวว่า "รู้สึกกลัวโจรบ้างหรือไม่ ท่านตอบว่า “ผมมีหลวงพ่อเฒ่า”(หลวงพ่อคง)เป็นที่พึ่งที่เคารพไม่เคยรู้สึกกลัวเพราะเชื่อมั่นในบารมีหลวงพ่อ ๖. ความทารุณโหดร้ายของทหารญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่๒ ในประเทศไทย ผู้ที่มีชีวิตอยู่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่๒ ต่างรู้ซึ้งดี ทหารญี่ปุุ่นไปตั้งที่ไหนก็ทำตัวเป็นนักเลงโต ข่มเหงชาวบ้านเป็นประจำ วันหนึ่งมีงานสมโภชรูปหล่อหลวงพ่อในงานมีลิเกฉลองตกเย็นวันจัดงานทหารญี่ปุ่นกองหนึ่งยกขบวนมาจากทิศใต้ มีเรือยนต์ลากจูงเรือทหารมาหลายลำพอถึงหน้าวัดก็จอดพักพลอยู่ที่หาดทรายหน้าวัดค่อนไปทางทิศเหนือ หุงหาอาหารเย็นกินกันแล้วตกกลางคืนทหารญี่ปุ่นสวมเครื่องแบบคาดดาบทุกคนก็พาไปนั่งดูลิเกด้วยความเรียบร้อย นั่งดูราวกับรูปปั้นปิดปากสนิทไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ลุกขึ้นเดินเพล่นพล่านผิดกับที่เคยเห็นที่อื่นๆหลายแห่ง ครั้นถึงเวลานอนพวกเขาก็พากันลุกขึ้นจากที่นั่งพร้อมกัน เดินเข้าแถวกลับที่พักแรมรุ่งขึ้นหลังอาหารเช้าก็ยกขบวนลากจูงเรือไปทางทิศเหนือ ๗.เรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นในปีพ.ศ.๒๕๔๔ เมื่อประมาณเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๔ เรือดูดทรายของเอกชนลำหนึ่งแล่นมาจอดดูดทรายในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณหน้าวัดตรงกับอุโบสถของวัดที่กำลังบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ ตัวอุโบสถสูงเด่นเป็นสง่าและตั้งอยู่บนเนินเมื่อมองจากแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นมาจึงค่อนข้างสูง เมื่อเรือดูดทรายลำดังกล่าวซึ่งมาใหม่อาจจะเป็นเพราะเคยเห็นเรือดูดทรายลำอื่นเคยดูดก่อนแล้วบ้าง แต่เรือดูดทรายลำอื่นๆไม่เคยมาดูดทรายบริเวณหน้าวัดมีแต่เรือลำดังกล่าวที่มาดูดทรายตรงหน้าวัดและตรงกับอุโบสถพอดี ทราบว่ามีคนในกลุ่มเรือดูดทรายดังกล่าวได้พูดว่า "จะดูดให้โบสถ์ทรุดเลย" ซึ่งอาจจะเป็นการพูดเล่นกันในหมู่เพื่อนฝูงแต่จะเป็นการจาบจ้วงหรือไม่ ต่อมาไม่นานเรือลำดังกล่าวได้จมอยู่ตรงที่ดูดทรายบริเวณนั้นนั่นเอง เจ้าของกิจการดังกล่าวได้พยายามให้นักประดาน้ำช่วยดำค้นหาชิ้นส่วนที่สำคัญ แต่ไม่สำเร็จเพราะทรายไหลมาทับมากจนถอดไม่ได้ หลังจากดำน้ำได้ไม่กี่วันนักประดาดำน้ำก็ถูกฆาตกรรมและหลังจากนั้นเสี่ยเจ้าของกิจการก็ให้เรือดูดทรายลำใหม่มาดูดทรายหน้าวัดอีกซึ่งก็จมอีก ประชาชนต่างพูดกันว่าเป็นเพราะ กิจการเรือดูดทรายดังกล่าวไม่เคารพนับถือหลวงพ่อจึงเกิดเหตการณ์ดังกล่าว ๘.เรื่องนี้ข้าพเจ้าได้ยินจากพี่นิรันดร์ เอี่ยมสมบูรณ์เล่าให้ฟังอีกทีว่าคนแก่คนเฒ่าในพื้นที่เล่ากันว่ามีอยู่คราวหนึ่งหลวงปู่ศุขไปกราบหลวงพ่อคงที่วัดบึงประจำรัง(บางกระพี้) สนทนากันอยู่ครู่หนึ่งแล้วทั้งสองท่านก็ครองผ้าคลุมไหล่คล้ายจะเตรียมไปงานนิมนต์ที่ไหน แต่ท่านทั้งสองกลับเดินเข้าไปในกุฏิด้วยกัน ไม่นานนักก็เปิดกุฏิออกมาพร้อมกับมีขวดน้ำมะเน็ดติดย่ามมาทั้งสององค์ (น้ำมะเน็ดคือน้ำอัดลมในสมัยนั้น คนไทยเรียกเพี้ยนมาจาก lemonade เป็นของหายากมีราคาแพงจะมีขายก็แต่ในเมืองหลวงเท่านั้น บรรดาลูกศิษย์จึงเชื่อกันว่าท่านทั้งสองน่าจะใช้วิชาย่นระยะทางเข้าไปในเมืองหลวงแล้วกลับออกมาในระยะเวลาไม่กี่อึดใจ) ส่วนเรื่องการเสกผ้าอาบเป็นกระต่าย เสกประคดเป็นงู สรงน้ำในกาน้ำชา เสกกะลาครอบช้างข้าพเจ้าก็เคยได้ยินว่าเป็นปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อเฒ่าแต่ไม่มีรายละเอียดของสถานการณ์เป็นแต่คำบอกเล่าสั้นๆไม่มีการขยายความจึงไม่รู้จะเล่าต่ออย่างไร จะว่าไปแล้วปาฏิหาริย์เหล่านี้ก็มีบันทึกอยู่ในประวัติของหลวงปู่ศุขผู้เป็นศิษย์ว่าหลวงปู่ศุขท่านก็สามารถแสดงได้อย่างช่ำชอง จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องเหลือวิสัยของหลวงพ่อเฒ่าผู้เป็นอาจารย์ เพียงแต่ท่านเป็นพระรุ่นเก่ากว่าการสืบประวัติก็ย่อมเป็นเรื่องที่ทำได้ยากกว่าเช่นกัน (ฝุ่นดิน:เพิ่มเติม59) มรดกที่หลวงพ่อเฒ่า(คง) แห่งวัดบางกะพี้ได้รังสรรและถ่ายทอดจิตวิญญาณฝากเอาไว้ให้ลูกหลานชาวชัยนาทนั้น นอกจากพระปิดตาแล้วก็ยังมีเครื่องรางอีกชนิดหนึ่งที่มีเอกลักษณ์เป็นที่รู้จักและเป็นตำนานเล่าขานจากรุ่นสู่รุ่นของคนบ้านบึงประจำรัง นั่นก็คือ “ลูกคิด” มีเรื่องเล่าว่าในสมัยที่หลวงพ่อยังอยู่ มีคนเอาลูกคิดของท่านไปแขวนคอหมาแล้วทดลองยิง แต่ยิงอย่างไรก็ยิงไม่ออก ความรู้ถึงท่านเข้าท่านคงไม่พอใจจึงสาดลูกคิดที่เหลือทั้งหมดลงแม่น้ำหน้าวัด ภายหลังมีพวกที่ไปเล่นน้ำบ้าง พวกหาปลาในบริเวณนั้นบ้างบางคนก็ได้ลูกคิดนี้ขึ้นมา หรือเมื่อมีการดูดทรายในบริเวณใกล้เคียงก็พบว่ามีลูกคิดของหลวงพ่อติดขึ้นมาด้วย หลังสุดเมื่อปี๒๕๔๔มีเรือดูดทรายจากที่อื่นมาดูดทรายบริเวณหน้าวัด(ซึ่งปกติถ้าคนในละแวกนี้จะไม่มีใครไปดูดบริเวณนั้น)ซึ่งเป็นบริเวณตรงกันกับที่ตั้งของพระอุโบสถที่หลวงพ่อเฒ่าท่านสร้างไว้ ซึ่งก็พบว่ามีลูกคิดติดขึ้นมาด้วย แต่ดูดได้ไม่นานเรือก็จม เอาลำที่สองมาดูดอีกก็จมอีกดังที่มีหลักฐานคือทุ่นลอยที่ติดตั้งไว้ในจุดที่เรือดูดทรายจม จนถึงปัจจุบันลูกคิดบริเวณหน้าวัดเริ่มไม่ค่อยมีใครได้ขึ้นมาเหมือนดังแต่ก่อน ลูกคิดของหลวงพ่อเฒ่าคง วัดบางกระพี้เท่าที่พบมี ๒ เนื้อคือเนื้อดินเผาและเนื้อดินคลุกรัก(เนื้อดินคลุกรักบางลูกอาจมีการจุ่มรักเคลือบผิวอีกชั้นหนึ่งก็มีซึ่งพบเจอน้อยกว่า) และจากการผ่าพิสูจน์มวลสารภายในทั้งลูกคิดเนื้อดินเผาและเนื้อดินคลุกรักพบว่ามีลักษณะของมวลสารที่เป็นส่วนผสมตรงกันทั้งสองชนิด แต่ปริมาณของมวลสารแต่ละชนิดอาจมากน้อยไม่เท่ากันในแต่ละลูก ชนิดของมวลสารที่พบมีอยู่ ๕ ลักษณะดังนี้ ๑.แร่เม็ดทราย ซึ่งจะมีผสมอยู่มากกว่ามวลสารชนิดอื่นๆ และสังเกตเห็นได้ชัดจากเนื้อหาภายนอก ซึ่งปริมาณของแร่เม็ดทรายนี้ใช้เป็นจุดสังเกตเบื้องต้นได้ทั้งในลูกคิดเนื้อดินเผาและเนื้อดินคลุกรัก แร่เม็ดทรายที่พบมีความหลากสีเช่นสีขาวใส สีขาวขุ่น สีแดงเข้ม สีแดงเรื่อๆ สีดอกพิกุลเป็นต้นปะปนกันอยู่ แร่เม็ดทรายนี้อาจจะเป็นแร่ชนิดเดียวกันกับแร่ทรายทองที่ขุดพบที่ จ.กาญจนบุรีก็เป็นได้ ซึ่งแร่ที่ขุดพบมีลักษณะเป็นเม็ดทรายปะปนอยู่กับเกล็ดเศษแร่โลหะ ซึ่งในลูกคิดของหลวงพ่อคงก็พบว่ามีเศษโลหะที่มีลักษณะคล้ายเศษทอง เงิน ทองแดงปนอยู่ในเนื้อด้วย ซึ่งได้กล่าวแยกไว้ในข้อ ๕ ๒.เม็ดผงสีขาวแบบเม็ดผงดินสอพอง เม็ดผงสีขาวนี้มีลักษณะร่วนซุยคล้ายผงดินสอพอง ซึ่งน่าจะเป็นผงที่ได้จากวิชาลบผงที่โบราณจารย์นิยมนำมาเป็นส่วนผสมในการสร้างวัตถุมงคล ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็ถือว่าเป็นผงชั้นครูระดับปรมาจารย์ใหญ่ของสายชัยนาทเลยทีเดียว (มวลสารลักษณะนี้พบมากในลูกคิดเนื้อดินคลุกรัก แต่พบน้อยในเนื้อดินเผา) ๓.เม็ดผงสีขาวแบบเศษผงปูนเปลือกหอยหรือเศษพระตระกูลพระสมเด็จ เม็ดผงสีขาวชนิดนี้มีลักษณะเป็นก้อนแข็งสีขาวหนึกนุ่มคล้ายเศษผงปูนเปลือกหอย อาจเป็นเศษผงปูนเปลือกหอยที่ได้จากซากโบราณสถานที่ถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ก็เป็นเศษพระเนื้อผงที่สร้างด้วยปูนเปลือกหอยเช่นพระตะกูลพระสมเด็จ แต่ก็ไม่เคยได้ยินว่าหลวงพ่อเฒ่า(คง)ท่านจะสร้างพระเนื้อผงเอาไว้เลย ซึ่งหากเป็นเศษพระผงก็อาจเป็นพระผงเกจิเรืองวิชาที่ท่านเคารพนับถือหรือเป็นของครูบาอาจารย์ของท่านก็เป็นได้) ๔.เม็ดมวลสารสีแดงแบบเศษอิฐ เม็ดมวลสารอีกลักษณะหนึ่งมีลักษณะคล้ายเศษอิฐสีแดงเรื่อๆ อาจเป็นเศษอิฐที่ได้จากโบราณสถาน หรืออีกมุมหนึ่งซึ่งถ้านำมาพิจารณาประกอบกับประวัติชาติภูมิของท่านที่มีเชื้อสายเป็นคนกำแพงเพชรก็ยิ่งน่าคิดอยู่ไม่น้อยว่าอาจเป็นเศษพระกรุกำแพงเพชรที่โด่งดังมาตั้งแต่ในอดีตก็เป็นได้ ชะรอยให้นึกถึงสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)ที่ท่านก็นิยมใช้เศษพระกรุกำแพงเพชรเป็นมวลสารผสมในพระสมเด็จของท่านด้วย ๕. แร่ทรายเงินทรายทอง และมวลสารอีกชนิดหนึ่งที่พบปะปนอยู่ด้วยแต่มีปริมาณที่น้อยมากก็คือแร่ทรายเงินทรายทองอย่างที่มีในพระกรุเนื้อดินสมัยโบราณเช่นขุนแผนบ้านกร่าง นางพญา บางกระทิงเป็นต้น มวลสารที่มีลักษณะคล้ายแร่ทรายเงินทรายทองนี้เมื่อทุบดูภายในแล้วพบว่าบางชิ้นก็มีลักษณะเป็นแผ่นบางๆซ้อนทับกัน บางชิ้นก็มีลักษณะเหมือนเศษตะไบมีสีคล้ายทอง เงินและทองแดง (มวลสารลักษณะนี้พบมากในลูกคิดเนื้อดินเผา แต่พบน้อยในเนื้อดินคลุกรัก) .....สรุปว่ามวลสารที่พบมีอยู่ ๕ ลักษณะคือ ๑.แร่เม็ดทราย ๒.เม็ดมวลสารสีขาวแบบผงดินสอพองจับก้อน ๓.เม็ดมวลสารสีขาวแบบเศษผงปูนเปลือกหอยหรือเศษพระตระกูลพระสมเด็จ ๔.เม็ดมวลสารสีแดงแบบเศษอิฐ ๕.แร่ทรายเงินทรายทอง ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับมวลสารที่พบในลูกแวดินเผาแล้วมีความแตกต่างโดยสิ้นเชิง เริ่มจากเนื้อหาที่สามารถมองเห็นได้จากภายนอกก็จะเห็นได้ว่าเป็นเนื้อดินเผาที่ค่อนข้างจะละเอียดและมีมวลสารที่มีลักษณะเหมือนเม็ดทรายปรากฎให้เห็นน้อยมาก และเมื่อทุบดูรายละเอียดภายในก็พบว่าเป็นมวลสารหรือส่วนผสมตามปกติของเครื่องปั้นดินเผาที่ต้องมีวัสดุต่างๆผสมกันเพื่อให้โครงสร้างภายในมีความแข็งแรงเช่น ดิน,ทรายและเศษเปลือกข้าวหรือเศษพืชเป็นต้นฯ แต่จะไม่มีมวลสารที่เป็นไปเพื่อความศักดิ์สิทธิ์(เช่นผงดินสอพอง เศษผงปูนเปลือกหอย เศษอิฐและแร่ทรายเงินทรายทอง)เหมือนที่มีอยู่ในลูกคิดของหลวงพ่อเฒ่า(คง) แต่เนื่องจากเนื้อดินเผามีลักษณะใกล้เคียงกับลูกแวดินเผาที่คนโบราณใช้ในการปั่นด้าย ทำให้เนื้อดินคลุกรักพิจารณาแยกแยะได้ง่ายกว่าและได้รับความนิยมมากกว่า ......นอกจากการผ่าพิสูจน์แล้วยังได้ทำการทดลองวิธีการปั้นและวิธีการขึ้นรูปที่จะก่อให้เกิดรูปทรงต่างๆของลูกคิดเท่าที่พบมา โดยใช้อุปกรณ์ใกล้ตัวคือดินน้ำมันและตะปูคอนกรีตเป็นเครื่องทดลองจนกระทั่งได้ค้นพบวิธีที่ทำให้เกิดรูปทรงเช่นเดียวกันกับลูกคิดของหลวงพ่อคงทุกรูปแบบอย่างไม่ผิดเพี้ยน จากการทดลองวิธีการขึ้นรูปนี้ทำให้ทราบว่ามีวิธีการอยู่ ๕ ขั้นตอนดังนี้คือ ๑.ปั้นเป็นก้อนกลม เนื่องจากเป็นการปั้นด้วยมือขนาดเล็กใหญ่ในแต่ละคราวจึงไม่เท่ากัน และเรื่องของขนาดอาจจะเกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์การใช้งานตามแต่กรณีด้วย ซึ่งข้าพเจ้าเองก็ไม่ทราบชัดว่าเป็นการสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องรางใช้ติดตัวโดดๆชนิดเดียว หรือทำเป็นลูกคั่นเพื่อนำไปประกอบกับตะกรุดซึ่งนอกจากตะกรุดเนื้อตะกั่วแล้วข้าพเจ้ายังได้ยินว่ามีตะกรุดไม้ไผ่และตะกรุดกระดูกแร้งอีกด้วย แต่ที่น่าสังเกตอีกข้อหนึ่งก็คือยังไม่เคยพบว่ามีลูกคิดที่ปั้นเป็นลูกกลมแล้วเจาะรูเลย อย่างน้อยก็ต้องมีการกดแบนหนึ่งด้าน เจตนาที่ทำให้เกิดสัณฐานแบนนี้ข้าพเจ้ายังไม่กระจ่างนักว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อการใด ๒.กดแบน อาจจะกดด้านเดียวหรือสองด้านตามต้องการ โดยการใช้อุ้งมือกดลงไปที่ด้านบนของก้อนกลม ส่งผลให้ด้านล่างของก้อนกลมที่สัมผัสกับพื้นราบแบนไปตามแรงกด แต่ด้านบนจะยังคงโค้งมนไปตามรูปของอุ้งมือ ถ้าเจาะรูในขั้นตอนนี้เลยก็จะได้ลูกคิดทรงโมจิ แต่ถ้ากดแบนทั้งสองข้างแล้วเจาะรู รูปทรงที่ได้จะเหมือนโดนัท ๓.เสียบแกนกลาง เมื่อกดแบนตามต้องการแล้วก็ใช้ไม้เสียบกึ่งกลางให้ทะลุไปอีกฝั่งหนึ่ง(แต่ในการทดลองใช้ตะปูคอนกรีตแทนไม้ เหตุผลเพราะอยู่ใกล้ตัวหยิบง่ายดีไม่มีอะไรมาก)เพื่อให้เกิดรูสำหรับร้อยเชือก แต่นอกจากจะเพื่อให้เกิดรูแล้วไม้ที่ใช้เสียบนี้ยังทำเป็นแกนหมุนเพื่อตกแต่งรูปทรงของลูกคิดให้สวยงามยิ่งขึ้นได้อีกด้วย ดังขั้นตอนต่อไป ๔.กลิ้งไม้เพื่อสโลปขอบข้าง ใช้นิ้วกลิ้งแกนไม้ให้ขอบของลูกคิดคลึงไปกับพื้นโดยให้ปลายไม้ข้างที่สัมผัสพื้นเป็นจุดกึ่งกลางแล้วหมุนไม้ให้ลูกคิดกลิ้งเป็นรูปครึ่งวงกลมกลับไปกลับมาคล้ายทิศทางของที่ปัดน้ำฝนกระจกรถยนต์ ก็จะได้ขอบสโลปประมาณ45องศา หากหยุดแค่ขั้นตอนนี้โดยที่ทำขอบสโลปด้านเดียว รูปทรงที่ออกมาจะเป็นเหมือนทรงคัพเค้ก แต่ถ้าสโลปขอบทั้งสองด้านรูปทรงที่ออกมาจะเหมือนทรงจานบิน ๕.ดึงไม้ออก เมื่อได้รูปทรงตามต้องการแล้วขั้นตอนสุดท้ายก็คือการดึงไม้ออก ร่องรอยที่เกิดจากการดึงไม้ออกก็คือรอยครูดเป็นทิวยาวตลอดรู(พบในบางลูกที่เนื้อละเอียดหรือแก่รักมากหน่อย) นอกจากนี้หลักฐานที่ทิ้งไว้หลังจากการดึงไม้ออก จะพบได้ว่าบริเวณรอบๆรูด้านที่ถูกไม้เสียบจะเป็นรอยยุบตัวลงไป ส่วนบริเวณรอบๆรูด้านที่ไม้เสียบทะลุจะมีเนื้อเกินปลิ้นออกมาตามแรงชักพาของมวลไม้ แต่ในจุดนี้ไม่ถือเป็นจุดตายตัวเพราะอาจมีการกดรอยปลิ้นให้เรียบเนียนในขณะที่ยังอ่อนตัวอยู่ก็ได้ จากการทดลองนี้ทำให้ทราบเหตุผลว่า ทำไมลูกคิดแต่ละลูกจึงมีขนาดไม่เท่ากัน ทำไมลูกคิดแต่ละลูกจึงมีรูปแบบไม่เหมือนกัน และทำให้ทราบว่ากิจกรรมในแต่ละขั้นตอนจะทิ้งหลักฐานอะไรไว้บ้าง รูปทรงต่างๆที่เกิดจากการจำลองสถานการณ์ในครั้งนี้สอดคล้องกับรูปทรงลูกคิดของหลวงพ่อคงที่พบได้บ่อยซึ่งมี ๔ รูปแบบ(ขออนุญาตใช้ภาษาเรียกที่สอดคล้องกับยุคสมัย(และวัยของผู้เขียน..55)เพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น) ดังนี้คือ ๑.ทรงโมจิ ๒.ทรงโดนัท ๓.ทรงคัพเค้ก ๔.ทรงจานบิน .....และเมื่อวิเคราะห์ถึงรูปทรงต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละกรรมวิธีแล้ว เห็นว่ามีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับรูปทรงของลูกแวดินเผา(ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการปั่นด้ายในสมัยก่อน) จึงสันนิษฐานว่าวิธีการปั้นลูกคิดของหลวงพ่อเฒ่า คงจะมีอิทธิพลมาจากลูกแวดินเผาที่อาจจะยังทำใช้กันอยู่ในสมัยของท่าน แต่วัตถุประสงค์การสร้างจะสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องรางโดยตรงหรือสร้างขึ้นมาเพื่อให้เกิดประโยชน์สองทางคือเป็นของมงคลด้วยและเป็นเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย แบบไม้ควักปูนของหลวงปู่อิ่มวัดหัวเขาและกระจ่ากับตะกร้าจีนของหลวงพ่อเคลือบ วัดบ่อแร่หรือไม่นั้นมิอาจทราบได้ แต่พระเถระผู้รู้รัตตัญญูในกาลก่อนก็มักทำอะไรที่แฝงความละเอียดลุ่มลึกไว้อยู่ในทีเสมอ .....เรื่องการปั่นด้ายนี้ข้าพเจ้าได้สอบถามเพิ่มเติมจากแม่ใหญ่ของข้าพเจ้า ท่านก็อธิบายและสาธิตให้เห็นภาพได้มากยิ่งขึ้น ท่านว่าในสมัยเป็นสาวราวๆปี๒๔๗..-๒๔๘.. ในสมัยนั้นยังมีการปั่นด้ายจากปุยฝ้ายเพื่อทอผ้าใช้กันเองโดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า “ไน” เป็นเครื่องปั่นด้าย แต่ไนในยุคของแม่ใหญ่ใช้แผ่นไม้กลึงให้เป็นสัณฐานกลมแบนเป็นตัวถ่วงแกนแทนลูกแวดินเผา มีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจคือแม่ใหญ่ได้เล่าต่ออีกว่าสมัยนั้นเวลามีงานจุลกฐินชาวบ้านจะยกเครื่องมือที่ใช้ในการทอผ้าไปทำกันที่วัดตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้ายคือสำเร็จเป็นผ้าไตรจีวรย้อมสีสำเร็จเสร็จสรรพภายในวันเดียว ทำให้ข้าพเจ้าฟุ้งซ่านไปถึงลูกคิดของหลวงพ่อคงว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่ท่านอาจจะทำลูกคิดซึ่งมีลักษณะคล้ายกับลูกแวนี้เพื่อให้ชาวบ้านที่มาช่วยกันทอผ้าในงานจุลกฐินได้ใช้งานและมอบให้เป็นของขวัญของมงคลเป็นที่ระลึกในงานบุญกลับบ้านไปด้วย แต่ปฐมเหตุที่แท้จริงจะเป็นอย่างไรนั้นการที่จะพิสูจน์ทราบให้ชัดเจนได้ ถือว่าเป็นเรื่องยาก ยิ่งกว่าการงมหาลูกคิดหน้าวัดบางกระพี้เป็นไหนๆ แต่ถึงอย่างไรมาจนถึงยุคปัจจุบันลูกคิดของหลวงพ่อก็ยังคงเป็นที่สุดของความเชื่อถือศรัทธาและยังคงเป็นยอดปารถนาของลูกหลานคนบ้านประจำรังและคนชัยนาทอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย.11:02:00 พฤหัสบดี 05 ม.ค.736
3
เจาะลึกลูกคิดหลวงพ่อเฒ่า(คง)วัดบางกะพี้
9999มรดกที่หลวงพ่อเฒ่า(คง) แห่งวัดบางกะพี้ได้รังสรรและถ่ายทอดจิตวิญญาณฝากเอาไว้ให้ลูกหลานชาวชัยนาทนั้น นอกจากพระปิดตาแล้วก็ยังมีเครื่องรางอีกชนิดหนึ่งที่มีเอกลักษณ์เป็นที่รู้จักและเป็นตำนานเล่าขานจากรุ่นสู่รุ่นของคนบ้านบึงประจำรัง นั่นก็คือ “ลูกคิด” มีเรื่องเล่าว่าในสมัยที่หลวงพ่อยังอยู่ มีคนเอาลูกคิดของท่านไปแขวนคอหมาแล้วทดลองยิง แต่ยิงอย่างไรก็ยิงไม่ออก ความรู้ถึงท่านเข้าท่านคงไม่พอใจจึงสาดลูกคิดที่เหลือทั้งหมดลงแม่น้ำหน้าวัด ภายหลังมีพวกที่ไปเล่นน้ำบ้าง พวกหาปลาในบริเวณนั้นบ้างบางคนก็ได้ลูกคิดนี้ขึ้นมา หรือเมื่อมีการดูดทรายในบริเวณใกล้เคียงก็พบว่ามีลูกคิดของหลวงพ่อติดขึ้นมาด้วย หลังสุดเมื่อปี๒๕๔๔มีเรือดูดทรายจากที่อื่นมาดูดทรายบริเวณหน้าวัด(ซึ่งปกติถ้าคนในละแวกนี้จะไม่มีใครไปดูดบริเวณนั้น)ซึ่งเป็นบริเวณตรงกันกับที่ตั้งของพระอุโบสถที่หลวงพ่อเฒ่าท่านสร้างไว้ ซึ่งก็พบว่ามีลูกคิดติดขึ้นมาด้วย แต่ดูดได้ไม่นานเรือก็จม เอาลำที่สองมาดูดอีกก็จมอีกดังที่มีหลักฐานคือทุ่นลอยที่ติดตั้งไว้ในจุดที่เรือดูดทรายจม จนถึงปัจจุบันลูกคิดบริเวณหน้าวัดเริ่มไม่ค่อยมีใครได้ขึ้นมาเหมือนดังแต่ก่อน ลูกคิดของหลวงพ่อเฒ่าคง วัดบางกระพี้เท่าที่พบมี ๒ เนื้อคือเนื้อดินเผาและเนื้อดินคลุกรัก(เนื้อดินคลุกรักบางลูกอาจมีการจุ่มรักเคลือบผิวอีกชั้นหนึ่งก็มีซึ่งพบเจอน้อยกว่า) และจากการผ่าพิสูจน์มวลสารภายในทั้งลูกคิดเนื้อดินเผาและเนื้อดินคลุกรักพบว่ามีลักษณะของมวลสารที่เป็นส่วนผสมตรงกันทั้งสองชนิด แต่ปริมาณของมวลสารแต่ละชนิดอาจมากน้อยไม่เท่ากันในแต่ละลูก ชนิดของมวลสารที่พบมีอยู่ ๕ ลักษณะดังนี้ ๑.แร่เม็ดทราย ซึ่งจะมีผสมอยู่มากกว่ามวลสารชนิดอื่นๆ และสังเกตเห็นได้ชัดจากเนื้อหาภายนอก ซึ่งปริมาณของแร่เม็ดทรายนี้ใช้เป็นจุดสังเกตเบื้องต้นได้ทั้งในลูกคิดเนื้อดินเผาและเนื้อดินคลุกรัก แร่เม็ดทรายที่พบมีความหลากสีเช่นสีขาวใส สีขาวขุ่น สีแดงเข้ม สีแดงเรื่อๆ สีดอกพิกุลเป็นต้นปะปนกันอยู่ แร่เม็ดทรายนี้อาจจะเป็นแร่ชนิดเดียวกันกับแร่ทรายทองที่ขุดพบที่ จ.กาญจนบุรีก็เป็นได้ ซึ่งแร่ที่ขุดพบมีลักษณะเป็นเม็ดทรายปะปนอยู่กับเกล็ดเศษแร่โลหะ ซึ่งในลูกคิดของหลวงพ่อคงก็พบว่ามีเศษโลหะที่มีลักษณะคล้ายเศษทอง เงิน ทองแดงปนอยู่ในเนื้อด้วย ซึ่งได้กล่าวแยกไว้ในข้อ ๕ ๒.เม็ดผงสีขาวแบบเม็ดผงดินสอพอง เม็ดผงสีขาวนี้มีลักษณะร่วนซุยคล้ายผงดินสอพอง ซึ่งน่าจะเป็นผงที่ได้จากวิชาลบผงที่โบราณจารย์นิยมนำมาเป็นส่วนผสมในการสร้างวัตถุมงคล ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็ถือว่าเป็นผงชั้นครูระดับปรมาจารย์ใหญ่ของสายชัยนาทเลยทีเดียว (มวลสารลักษณะนี้พบมากในลูกคิดเนื้อดินคลุกรัก แต่พบน้อยในเนื้อดินเผา) ๓.เม็ดผงสีขาวแบบเศษผงปูนเปลือกหอยหรือเศษพระตระกูลพระสมเด็จ เม็ดผงสีขาวชนิดนี้มีลักษณะเป็นก้อนแข็งสีขาวหนึกนุ่มคล้ายเศษผงปูนเปลือกหอย อาจเป็นเศษผงปูนเปลือกหอยที่ได้จากซากโบราณสถานที่ถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ก็เป็นเศษพระเนื้อผงที่สร้างด้วยปูนเปลือกหอยเช่นพระตะกูลพระสมเด็จ แต่ก็ไม่เคยได้ยินว่าหลวงพ่อเฒ่า(คง)ท่านจะสร้างพระเนื้อผงเอาไว้เลย ซึ่งหากเป็นเศษพระผงก็อาจเป็นพระผงเกจิเรืองวิชาที่ท่านเคารพนับถือหรือเป็นของครูบาอาจารย์ของท่านก็เป็นได้) ๔.เม็ดมวลสารสีแดงแบบเศษอิฐ เม็ดมวลสารอีกลักษณะหนึ่งมีลักษณะคล้ายเศษอิฐสีแดงเรื่อๆ อาจเป็นเศษอิฐที่ได้จากโบราณสถาน หรืออีกมุมหนึ่งซึ่งถ้านำมาพิจารณาประกอบกับประวัติชาติภูมิของท่านที่มีเชื้อสายเป็นคนกำแพงเพชรก็ยิ่งน่าคิดอยู่ไม่น้อยว่าอาจเป็นเศษพระกรุกำแพงเพชรที่โด่งดังมาตั้งแต่ในอดีตก็เป็นได้ ชะรอยให้นึกถึงสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)ที่ท่านก็นิยมใช้เศษพระกรุกำแพงเพชรเป็นมวลสารผสมในพระสมเด็จของท่านด้วย ๕. แร่ทรายเงินทรายทอง และมวลสารอีกชนิดหนึ่งที่พบปะปนอยู่ด้วยแต่มีปริมาณที่น้อยมากก็คือแร่ทรายเงินทรายทองอย่างที่มีในพระกรุเนื้อดินสมัยโบราณเช่นขุนแผนบ้านกร่าง นางพญา บางกระทิงเป็นต้น มวลสารที่มีลักษณะคล้ายแร่ทรายเงินทรายทองนี้เมื่อทุบดูภายในแล้วพบว่าบางชิ้นก็มีลักษณะเป็นแผ่นบางๆซ้อนทับกัน บางชิ้นก็มีลักษณะเหมือนเศษตะไบมีสีคล้ายทอง เงินและทองแดง (มวลสารลักษณะนี้พบมากในลูกคิดเนื้อดินเผา แต่พบน้อยในเนื้อดินคลุกรัก) .....สรุปว่ามวลสารที่พบมีอยู่ ๕ ลักษณะคือ ๑.แร่เม็ดทราย ๒.เม็ดมวลสารสีขาวแบบผงดินสอพองจับก้อน ๓.เม็ดมวลสารสีขาวแบบเศษผงปูนเปลือกหอยหรือเศษพระตระกูลพระสมเด็จ ๔.เม็ดมวลสารสีแดงแบบเศษอิฐ ๕.แร่ทรายเงินทรายทอง ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับมวลสารที่พบในลูกแวดินเผาแล้วมีความแตกต่างโดยสิ้นเชิง เริ่มจากเนื้อหาที่สามารถมองเห็นได้จากภายนอกก็จะเห็นได้ว่าเป็นเนื้อดินเผาที่ค่อนข้างจะละเอียดและมีมวลสารที่มีลักษณะเหมือนเม็ดทรายปรากฎให้เห็นน้อยมาก และเมื่อทุบดูรายละเอียดภายในก็พบว่าเป็นมวลสารหรือส่วนผสมตามปกติของเครื่องปั้นดินเผาที่ต้องมีวัสดุต่างๆผสมกันเพื่อให้โครงสร้างภายในมีความแข็งแรงเช่น ดิน,ทรายและเศษเปลือกข้าวหรือเศษพืชเป็นต้นฯ แต่จะไม่มีมวลสารที่เป็นไปเพื่อความศักดิ์สิทธิ์(เช่นผงดินสอพอง เศษผงปูนเปลือกหอย เศษอิฐและแร่ทรายเงินทรายทอง)เหมือนที่มีอยู่ในลูกคิดของหลวงพ่อเฒ่า(คง) แต่เนื่องจากเนื้อดินเผามีลักษณะใกล้เคียงกับลูกแวดินเผาที่คนโบราณใช้ในการปั่นด้าย ทำให้เนื้อดินคลุกรักพิจารณาแยกแยะได้ง่ายกว่าและได้รับความนิยมมากกว่า ......นอกจากการผ่าพิสูจน์แล้วยังได้ทำการทดลองวิธีการปั้นและวิธีการขึ้นรูปที่จะก่อให้เกิดรูปทรงต่างๆของลูกคิดเท่าที่พบมา โดยใช้อุปกรณ์ใกล้ตัวคือดินน้ำมันและตะปูคอนกรีตเป็นเครื่องทดลองจนกระทั่งได้ค้นพบวิธีที่ทำให้เกิดรูปทรงเช่นเดียวกันกับลูกคิดของหลวงพ่อคงทุกรูปแบบอย่างไม่ผิดเพี้ยน จากการทดลองวิธีการขึ้นรูปนี้ทำให้ทราบว่ามีวิธีการอยู่ ๕ ขั้นตอนดังนี้คือ ๑.ปั้นเป็นก้อนกลม เนื่องจากเป็นการปั้นด้วยมือขนาดเล็กใหญ่ในแต่ละคราวจึงไม่เท่ากัน และเรื่องของขนาดอาจจะเกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์การใช้งานตามแต่กรณีด้วย ซึ่งข้าพเจ้าเองก็ไม่ทราบชัดว่าเป็นการสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องรางใช้ติดตัวโดดๆชนิดเดียว หรือทำเป็นลูกคั่นเพื่อนำไปประกอบกับตะกรุดซึ่งนอกจากตะกรุดเนื้อตะกั่วแล้วข้าพเจ้ายังได้ยินว่ามีตะกรุดไม้ไผ่และตะกรุดกระดูกแร้งอีกด้วย แต่ที่น่าสังเกตอีกข้อหนึ่งก็คือยังไม่เคยพบว่ามีลูกคิดที่ปั้นเป็นลูกกลมแล้วเจาะรูเลย อย่างน้อยก็ต้องมีการกดแบนหนึ่งด้าน เจตนาที่ทำให้เกิดสัณฐานแบนนี้ข้าพเจ้ายังไม่กระจ่างนักว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อการใด ๒.กดแบน อาจจะกดด้านเดียวหรือสองด้านตามต้องการ โดยการใช้อุ้งมือกดลงไปที่ด้านบนของก้อนกลม ส่งผลให้ด้านล่างของก้อนกลมที่สัมผัสกับพื้นราบแบนไปตามแรงกด แต่ด้านบนจะยังคงโค้งมนไปตามรูปของอุ้งมือ ถ้าเจาะรูในขั้นตอนนี้เลยก็จะได้ลูกคิดทรงโมจิ แต่ถ้ากดแบนทั้งสองข้างแล้วเจาะรู รูปทรงที่ได้จะเหมือนโดนัท ๓.เสียบแกนกลาง เมื่อกดแบนตามต้องการแล้วก็ใช้ไม้เสียบกึ่งกลางให้ทะลุไปอีกฝั่งหนึ่ง(แต่ในการทดลองใช้ตะปูคอนกรีตแทนไม้ เหตุผลเพราะอยู่ใกล้ตัวหยิบง่ายดีไม่มีอะไรมาก)เพื่อให้เกิดรูสำหรับร้อยเชือก แต่นอกจากจะเพื่อให้เกิดรูแล้วไม้ที่ใช้เสียบนี้ยังทำเป็นแกนหมุนเพื่อตกแต่งรูปทรงของลูกคิดให้สวยงามยิ่งขึ้นได้อีกด้วย ดังขั้นตอนต่อไป ๔.กลิ้งไม้เพื่อสโลปขอบข้าง ใช้นิ้วกลิ้งแกนไม้ให้ขอบของลูกคิดคลึงไปกับพื้นโดยให้ปลายไม้ข้างที่สัมผัสพื้นเป็นจุดกึ่งกลางแล้วหมุนไม้ให้ลูกคิดกลิ้งเป็นรูปครึ่งวงกลมกลับไปกลับมาคล้ายทิศทางของที่ปัดน้ำฝนกระจกรถยนต์ ก็จะได้ขอบสโลปประมาณ45องศา หากหยุดแค่ขั้นตอนนี้โดยที่ทำขอบสโลปด้านเดียว รูปทรงที่ออกมาจะเป็นเหมือนทรงคัพเค้ก แต่ถ้าสโลปขอบทั้งสองด้านรูปทรงที่ออกมาจะเหมือนทรงจานบิน ๕.ดึงไม้ออก เมื่อได้รูปทรงตามต้องการแล้วขั้นตอนสุดท้ายก็คือการดึงไม้ออก ร่องรอยที่เกิดจากการดึงไม้ออกก็คือรอยครูดเป็นทิวยาวตลอดรู(พบในบางลูกที่เนื้อละเอียดหรือแก่รักมากหน่อย) นอกจากนี้หลักฐานที่ทิ้งไว้หลังจากการดึงไม้ออก จะพบได้ว่าบริเวณรอบๆรูด้านที่ถูกไม้เสียบจะเป็นรอยยุบตัวลงไป ส่วนบริเวณรอบๆรูด้านที่ไม้เสียบทะลุจะมีเนื้อเกินปลิ้นออกมาตามแรงชักพาของมวลไม้ แต่ในจุดนี้ไม่ถือเป็นจุดตายตัวเพราะอาจมีการกดรอยปลิ้นให้เรียบเนียนในขณะที่ยังอ่อนตัวอยู่ก็ได้ จากการทดลองนี้ทำให้ทราบเหตุผลว่า ทำไมลูกคิดแต่ละลูกจึงมีขนาดไม่เท่ากัน ทำไมลูกคิดแต่ละลูกจึงมีรูปแบบไม่เหมือนกัน และทำให้ทราบว่ากิจกรรมในแต่ละขั้นตอนจะทิ้งหลักฐานอะไรไว้บ้าง รูปทรงต่างๆที่เกิดจากการจำลองสถานการณ์ในครั้งนี้สอดคล้องกับรูปทรงลูกคิดของหลวงพ่อคงที่พบได้บ่อยซึ่งมี ๔ รูปแบบ(ขออนุญาตใช้ภาษาเรียกที่สอดคล้องกับยุคสมัย(และวัยของผู้เขียน..55)เพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น) ดังนี้คือ ๑.ทรงโมจิ ๒.ทรงโดนัท ๓.ทรงคัพเค้ก ๔.ทรงจานบิน .....และเมื่อวิเคราะห์ถึงรูปทรงต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละกรรมวิธีแล้ว เห็นว่ามีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับรูปทรงของลูกแวดินเผา(ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการปั่นด้ายในสมัยก่อน) จึงสันนิษฐานว่าวิธีการปั้นลูกคิดของหลวงพ่อเฒ่า คงจะมีอิทธิพลมาจากลูกแวดินเผาที่อาจจะยังทำใช้กันอยู่ในสมัยของท่าน แต่วัตถุประสงค์การสร้างจะสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องรางโดยตรงหรือสร้างขึ้นมาเพื่อให้เกิดประโยชน์สองทางคือเป็นของมงคลด้วยและเป็นเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย แบบไม้ควักปูนของหลวงปู่อิ่มวัดหัวเขาและกระจ่ากับตะกร้าจีนของหลวงพ่อเคลือบ วัดบ่อแร่หรือไม่นั้นมิอาจทราบได้ แต่พระเถระผู้รู้รัตตัญญูในกาลก่อนก็มักทำอะไรที่แฝงความละเอียดลุ่มลึกไว้อยู่ในทีเสมอ .....เรื่องการปั่นด้ายนี้ข้าพเจ้าได้สอบถามเพิ่มเติมจากแม่ใหญ่ของข้าพเจ้า ท่านก็อธิบายและสาธิตให้เห็นภาพได้มากยิ่งขึ้น ท่านว่าในสมัยเป็นสาวราวๆปี๒๔๗..-๒๔๘.. ในสมัยนั้นยังมีการปั่นด้ายจากปุยฝ้ายเพื่อทอผ้าใช้กันเองโดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า “ไน” เป็นเครื่องปั่นด้าย แต่ไนในยุคของแม่ใหญ่ใช้แผ่นไม้กลึงให้เป็นสัณฐานกลมแบนเป็นตัวถ่วงแกนแทนลูกแวดินเผา มีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจคือแม่ใหญ่ได้เล่าต่ออีกว่าสมัยนั้นเวลามีงานจุลกฐินชาวบ้านจะยกเครื่องมือที่ใช้ในการทอผ้าไปทำกันที่วัดตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้ายคือสำเร็จเป็นผ้าไตรจีวรย้อมสีสำเร็จเสร็จสรรพภายในวันเดียว ทำให้ข้าพเจ้าฟุ้งซ่านไปถึงลูกคิดของหลวงพ่อคงว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่ท่านอาจจะทำลูกคิดซึ่งมีลักษณะคล้ายกับลูกแวนี้เพื่อให้ชาวบ้านที่มาช่วยกันทอผ้าในงานจุลกฐินได้ใช้งานและมอบให้เป็นของขวัญของมงคลเป็นที่ระลึกในงานบุญกลับบ้านไปด้วย แต่ปฐมเหตุที่แท้จริงจะเป็นอย่างไรนั้นการที่จะพิสูจน์ทราบให้ชัดเจนได้ ถือว่าเป็นเรื่องยาก ยิ่งกว่าการงมหาลูกคิดหน้าวัดบางกระพี้เป็นไหนๆ แต่ถึงอย่างไรมาจนถึงยุคปัจจุบันลูกคิดของหลวงพ่อก็ยังคงเป็นที่สุดของความเชื่อถือศรัทธาและยังคงเป็นยอดปารถนาของลูกหลานคนบ้านประจำรังและคนชัยนาทอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย.10:55:16 พฤหัสบดี 05 ม.ค.406
4
เครื่องรางหลวงพ่อโอ/หลวงพ่อสดที่มักสับสน
9999 ...เครื่องรางของหลวงพ่อโอ วัดหางน้ำหนองแขมและของหลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาครเช่น เสือ สิงห์และหงส์มักถูกเล่นหาสับสนกันอยู่เสมอ ซึ่งอาจสืบเนื่องมาจากบางอย่างมีลักษณะรูปทรงที่มีความคล้ายคลึงกัน บางอย่างก็ใช้แม่พิมพ์ตัวเดียวกันเพียงแต่มีการแปรสภาพของแม่พิมพ์ในบางจุดหากไม่สังเกตก็อาจจะเกิดความเข้าใจไขว้เขวได้ ประกอบกับทั้งสองสำนักอยู่ในพื้นที่ใกล้ชิดติดกันและท่านทั้งสองยังมักไปมาหาสู่กันเสมอ หลวงพ่อสดนับถือยกย่องหลวงพ่อโอในฐานะครูบาอาจารย์ท่านหนึ่ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลวงพ่อโอจะมีส่วนร่วมในการปลุกเสกวัตถุมงคลยุคแรกๆของหลวงพ่อสดด้วยและคงมีการถวายวัตถุมงคลให้แก่กันไว้บ้างตามธรรมเนียม ดังนั้นเมื่อใครได้รับมาจากหลวงพ่อองค์ไหนก็ทำให้เข้าใจว่าเป็นของหลวงพ่อองค์นั้น จึงยึดถือเอาแต่คำบอกเล่าอย่างเดียวไม่ได้ ต้องพิจารณาถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นๆเช่นศิลปะหรือเนื้อโลหะที่สามารถเทียบเคียงได้กับวัตถุมงคลชนิดอื่นๆของหลวงพ่อนั้นๆประกอบด้วย แต่ในที่นี้ข้าพเจ้าเห็นว่าตัวอักขระเลขยันต์ที่หลวงพ่อทั้ง ๒ นิยมใช้มีความแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน ซึ่งพอจะนำมาเป็นหลักเกณฑ์ประกอบการวิเคราะห์ได้โดยจะอธิบายดังต่อไปนี้ ๑.อักขระเลขยันต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของหลวงพ่อโอ วัดหางน้ำหนองแขม อักขระเลขยันต์ที่หลวงพ่อโอท่านนิยมใช้และเป็นยันต์เอกลักษณ์ของท่านก็ได้แก่ ยันต์นะซ่อนหัว และยันต์ตารางกากบาท แต่ยันต์นะซ่อนหัวนี้คณาจารย์ในแถบอุทัย ชัยนาท นครสวรรค์ที่เป็นศิษย์ในสายวิชาเดียวกันก็ใช้กันหลายองค์ดังนั้นยันต์นะซ่อนหัวควรจะถือว่าเป็นยันต์เอกลักษณ์ของสายวิชามากกว่าที่จะเป็นยันต์เอกลักษณ์ของตัวบุคคล ส่วนจะเป็นของใครนั้นคงต้องพิจารณาที่ลายมือและคาถาที่ใช้กำกับเป็นจุดแยกแยะ นะซ่อนหัวของหลวงพ่อโอเท่าที่พบว่าเป็นรอยจารของท่านเองจะเป็นนะซ่อนหัวตัวเดียวไม่มีคาถาอื่นกำกับ สังเกตได้ว่าเส้นสายการชักยันต์จะไม่ค่อยเข้าที่เข้าทางนักก็คงจะเนื่องมาจากสายตาของท่านนั่นเอง และอีกยันต์หนึ่งที่ท่านนิยมใช้ข้าพเจ้าขออนุญาตเรียกตามลักษณะว่า “ยันต์ตารางกากะบาด” ยันต์นี้ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของท่านโดยแท้เพราะไม่ซ้ำใคร ส่วนยันต์อื่นๆเช่นยันต์เฑาะว์และยันต์สี่เหลี่ยมแปดมุมก็พบว่ามีด้วยแต่ไม่เป็นเอกลักษณ์จึงไม่นำมากล่าวถึง เรื่องรอยจารของท่านนี้บางท่านอาจจะติดใจว่าหลวงพ่อโอท่านตาบอดท่านจะลงยันต์ได้อย่างไร จริงๆแล้วตาท่านไม่ถึงกับบอดสนิทยังพอเห็นลางๆ และด้วยเหตุนี้จึงนำมาเป็นข้อสังเกตได้อีกประการหนึ่งว่าถ้ารอยจารยันต์ตัวไหนที่เส้นสายสะเปะสะปะตัวอักขระทับเส้นยันต์บ้างเขียนไม่ตรงช่องไม่ตรงแนวบ้าง นั่นแหละลายมือหลวงพ่อโอโดยแท้เชียว ซึ่งถึงแม้อักขระเลขยันต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของหลวงพ่อโอดังที่อธิบายมานี้จะไม่ตรงกับอักขระเลขยันต์ที่ปรากฎในเครื่องรางชนิดไหนเลย แต่ก็เห็นว่าคำอธิบายนี้น่าจะนำไปใช้ในการสังเกตอักขระเลขยันต์บนวัตถุมงคลหรือเครื่องรางอื่นๆของท่านได้ จึงนำมากล่าวไว้ในที่นี้ด้วย ๑.๑ เครื่องรางที่มีความสัมพันธ์กับระบบเลขยันต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของหลวงพ่อโอ วัดหางน้ำหนองแขม ๑.๑.๑ เสือโห่ ข้างลำตัวของเสือโห่ปรากฏคาถา “พะยัก”ด้านหนึ่งและ “ขะวา”ด้านหนึ่งอ่านรวมกันได้ความว่า “พะยักขะวา”จะเห็นได้ว่าทั้งเสือโห่และเสือหมอบใช้คาถาเดียวกัน และคาถา “พะยักขะวา” นี้ยังมีความสอดคล้องกับคาถาที่ใช้กำกับด้านหลังเหรียญนักษัตรปีขาล(ปีเสือ)ของหลวงพ่อโออีกด้วย แต่อาจจะเนื่องจากเป็นสัตว์ประจำปีนักษัตรคาถาหลังเหรียญจึงเพิ่มคำว่า “ราชา”เข้าไปเป็น “พยักขะราชา” หมายถึง “ราชาแห่งพยัคฆ์ทั้งปวง” เสือโห่เป็นเครื่องรางรูปเสืออยู่ในท่านั่งขาหน้ายันพื้นหลังแอ่นหน้าหนูหูตั้งตาโบ๋ ถ้าว่ากันตามตรงจะว่ามีลักษณะคล้ายสุนัขก็คล้าย เท่าที่พบมีเนื้อปรอทเนื้อเดียวเป็นเครื่องรางอีกรุ่นที่พบได้น้อยมาก หายากพอๆกับสิงห์สามขวัญเนื้อปรอท ๑.๑.๒ เสือหมอบ ที่ฐานของเสือหมอบปรากฎคาถา “พะยักขะวา” ซึ่งใช้อักขระวิธีในการเขียนแบบเดียวกันกับเสือโห่ จะเห็นได้ว่าเสือหมอบทั้งแบบท้องกลวงและท้องตันใช้แม่พิมพ์เดียวกันต่างกันตรงช่องท้องเท่านั้น ซึ่งไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าตันเพราะอะไร อาจจะเกิดจากการชำรุดของแม่พิมพ์หรือเกิดจากการแก้ไขแม่พิมพ์เพื่อให้เกิดความแตกต่าง แต่สังเกตได้ว่าจะตันเฉพาะแม่พิมพ์ด้านซ้ายคือด้านที่มีตัวอักขระเท่านั้นส่วนแม่พิมพ์อีกด้านยังคงเป็นปกติและด้านที่ตันนั้นจะมีรอยขีดเป็นทิวยาวสองเส้นคือบริเวณใต้ท้องเส้นหนึ่งและเหนือฐานเส้นหนึ่ง แม้จะไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงแต่ถึงอย่างไรเสือหมอบแบบท้องกลวงก็เป็นชิ้นงานที่เกิดจากแม่พิมพ์ที่ยังคงสมบูรณ์แบบอยู่แสดงให้เห็นว่าจะต้องเทออกมาก่อนเสือท้องตันที่แม่พิมพ์เปลี่ยนสภาพไปจากเดิมแล้ว นอกจากการเทียบเคียงอักขระแล้ว ทางด้านศิลปะการแกะพิมพ์ก็มีความสอดคล้องกับทรวดทรงลักษณะของเสือในพระปีนักษัตรพิมพ์สามเหลี่ยมปีขาล((ปีเสือ)ซึ่งมี๒เนื้อคือเนื้อตะกั่วและเนื้อครั่ง ทั้งเสือหมอบและพระปีนักษัตรนี้เป็นงานที่ใช้กรรมวิธีการผลิตเดียวกันคืองานหล่อ (เนื้อครั่งสามารถหลอมให้เหลวและเทลงในพิมพ์ได้เช่นเดียวกันกับขี้ผึ้งแต่เมื่อแห้งแล้วจะแข็งตัวกว่า) จึงมีความเป็นไปได้ที่อาจจะมาจากแหล่งผลิตเดียวกันด้วย ๑.๑.๓ สิงห์สามขวัญ ในกรณีสิงห์สามขวัญนี้เนื่องจากไม่มีวัตถุมงคลหรือเครื่องรางชนิดอื่นๆของหลวงพ่อที่ทำเป็นรูปสิงห์ขึ้นมาอีกจึงไม่สามารถเทียบเคียงกับอะไรได้ สังเกตจากศิลปะการแกะแม่พิมพ์แล้วคงจะมีอิทธิพลมาจากสิงห์งาแกะของหลวงพ่อเดิมซึ่งมีลักษณะที่นิยมเรียกกันว่าสิงห์สามขวัญหัวมังกร แต่ของหลวงพ่อโอพัฒนาปรับปรุงด้านวัตถุดิบและกระบวนการผลิตมาเป็นงานหล่อแบบเบ้าประกบเท่าที่พบมี ๒ เนื้อคือเนื้อปรอทกับเนื้อตะกั่ว ซึ่งเนื้อปรอทเป็นเนื้อที่พบน้อยที่สุด ข้าพเจ้าได้ยินจากพี่เชนทอง ชัยนาทนักเล่นพระรุ่นอาวุโสท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่าสิงห์สามขวัญเนื้อปรอทรุ่นนี้คนทางแถบหนองโพตาคลีบางคนก็ว่าได้รับมาจากหลวงพ่อเดิม ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็อาจเป็นไปได้ที่หลวงพ่อโอท่านจะนำไปให้หลวงพ่อเดิมผู้เป็นอาจารย์ของท่านปลุกเสกและถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็สามารถตีความได้อีกว่าสิงห์สามขวัญเนื้อปรอทนี้จะต้องสร้างก่อนที่หลวงพ่อเดิมจะมรณภาพ (นั่นหมายความว่าจะต้องก่อน ๒๔๙๔) แต่ก็ไม่ทราบว่าสิงห์เนื้อปรอทกับเนื้อตะกั่วจะสร้างและเสกในคราวเดียวกันด้วยหรือไม่ ส่วนในด้านอักขระพบว่าลงด้วย “สีหะอะพะ” กำกับไว้ที่ฐาน ซึ่งก็ถือว่าเป็นคาถาหัวใจราชสีห์ที่ต่างออกไปจากสำนักอื่นๆที่มักจะนิยมใช้ “สีหะนาถัง” หรือ “ราชะสีโห” กันเป็นส่วนมาก และหากสังเกตฟ้อนต์ของตัวอักขระก็จะเห็นได้ว่าฟ้อนต์อักขระของสิงห์สามขวัญ,เสือหมอบและเสือโห่นี้น่าจะเป็นช่างแกะคนเดียวกัน ส่วนศิลปะการแกะพิมพ์และศิลปะการแกะตัวอักขระของเสือนั่งหลังค่อมนั้นจะมีความแตกต่างออกไป มีข้อน่าสังเกตอีกประการหนึ่งว่าในหนังสืองานศพหลวงพ่อโอซึ่งมีการรวบรวมภาพวัตถุมงคลไว้หลายชนิด โดยเฉพาะวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นในปี ๒๕๐๖ ซึ่งมีอยู่หลายรูปแบบ แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีสิงห์สามขวัญและเสือโห่รวมอยู่ด้วย จึงอาจเป็นไปได้ว่าเครื่องรางทั้ง ๒ รูปแบบนี้อาจจะสร้างก่อนปี ๒๕๐๖ ตามข้อสันนิษฐานก็เป็นได้ แต่จะทันหลวงพ่อเดิมอย่างคำบอกเล่าหรือไม่นั้น ยังไม่มีหลักฐานยืนยันที่ชัดเจนในขณะนี้ ๒.อักขระเลขยันต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของหลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาคร หลวงพ่อสดท่านมักจะใช้คาถาที่ลงในวัตถุมงคลและเครื่องรางของท่านประจำอยู่ไม่กี่บทเช่น อิติ, นะอุทธัง, วิเสภูเต, อิติมุตติ, ซึ่งจะพบคาถาเหล่านี้ได้ในวัตถุมงคลแทบทุกชนิดของท่าน เพียงแต่จะใช้บทไหนลงเท่านั้น ที่พบบ่อยที่สุดเห็นจะเป็นบท “อิติ” แต่ “อิติ” นี้ก็ไม่ใช่แต่หลวงพ่อสดจะใช้เพียงรูปเดียวเท่านั้น ศิษย์สายหลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์ก็ใช้ ต้องพิจารณารูปแบบของวัตถุมงคลและปัจจัยอื่นๆประกอบด้วย แต่ถ้ามีทั้ง “อิติ” และ “นะอุทธัง” อยู่ด้วยกันอันนี้ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของหลวงพ่อสด ซึ่งรูปแบบการเขียนมีทั้งเขียนแต่ตัวอักขระลอยๆและใช้กำกับกับยันต์นะซ่อนหัวหรือยันต์เฑาะว์ก็มี ส่วน “อิติมุตติ” และ “วิเสภูเต” นั้นด้วยสติปัญญาอันคับแคบดุจกะลาครอบกบของข้าพเจ้าก็เห็นว่าเป็นอักขระคาถาที่ไม่เคยพบในคณาจารย์อื่นๆ จึงเห็นว่าเป็นคาถาที่เป็นเอกลักษณ์ของท่านด้วยเช่นกัน “อิติมุตติ” นั้นไม่ทราบได้ว่าคือคาถาอะไร แต่ “วิเสภูเต” น่าจะเป็นหัวใจอุณหิสวิชัยเพราะปรากฏอยู่ในบทอุณหิสวิชัยคาถา ซึ่งมีบทคาถาดังนี้ “อัตถิอุณหิสสะวิชะโย ธัมโมโลเกอะนุตตะโร สัพพะสัตตะหิตัตถายะ ตังตวังคัณหาหิ เทวะเต ปะริวัชเชราชะทัณเฑอะมะนุสเสหิ ปาวะเก พยัคเฆนาเค“วิเสภูเต” อะกาละมะระเณนะวา สัพพัสมามะระณามุตโต ฐะเปตวากาละมาริตัง ตัสเสวะอานุภาเวนะ โหตุเทโวสุขีสะทา สุทธะสีลังสะมาทายะ ธัมมัง สุจะริตังจะเรตัสเสวะอานุภาเวนะ โหตุเทโวสุขีสะทา ลิกขิตังจินติตังปูชัง ธาระณังวาจะนังคะรุงปะเรสังเทสะนังสุตวา ตัสสะอายุปะวัฑฒะตีติฯ” คาถาอุณหิสวิชัยนี้ยึดถือกันว่าเป็นคาถาป้องกันมรณะภัยและอันตรายอันเกิดจากราชทัณฑ์ทั้งหลาย จากภูตผีปีศาจและอมนุษย์ทั้งหลาย จากไฟทั้งหลาย จากเสือและสัตว์มีพิษทั้งหลาย แต่ใจความสำคัญตามความหมายแห่งพระคาถานี้ ความศักดิ์สิทธิ์ก็หาใช่เกิดจากการท่องบ่นสาธยายอย่างเดียวไม่ ดังปรากฎอยู่ในบทคาถาท่อนที่ว่า “ สุทธะสีลังสะมาทายะ ธัมมังสุจะริตังจะเร” หมายถึง “การสมาทานศีลและประพฤติธรรมอันสุจริต” ซึ่งที่สุดก็คือการน้อมนำธรรมมะมาปฏิบัติให้คุณธรรมต่างๆบังเกิดมีแก่ตัวเรา เข้าหลักตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แต่ตนที่ฝึกดีแล้วเท่านั้นจึงจะเป็นที่พึ่งแห่งตนได้ สุดท้ายก็มุ่งหมายให้มีการฝึกตน มากกว่าอ้อนวอนร้องขอจากสิ่งอื่นหรือผู้อื่นแต่เพียงอย่างเดียว ๒.๑ เครื่องรางที่มีความสัมพันธ์กับระบบเลขยันต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของหลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาคร ๒.๑.๑ เหรียญหงส์ ซึ่งปรากฏยันต์ “อิติ” และ“นะอุทธัง” อยู่ใต้ตัวหงส์ ส่วนยันต์เหนือตัวหงส์อ่านได้ความว่า “ติมะติ” ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่าน่าจะแกะพิมพ์เพี้ยนมาจาก “อิติมุตติ” ทั้งสามคาถาดังกล่าวจึงเข้าตำราหลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาครเต็มๆ หงส์รุ่นนี้ข้าพเจ้าได้ยินมาว่าสร้างในปี ๒๕๐๖ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อมูลของพระอาจารย์แป๊ะวัดอู่ตะเภาผู้ที่ทันรับใช้ใกล้ชิดอยู่กับหลวงพ่อสดท่านเล่าว่าหงส์ชุดนี้ทำที่ใต้ตึกวัดหางน้ำ (ซึ่งตึกของวัดหางน้ำก็สร้างในปี ๒๕๐๖) โดยใช้สตางค์รูเนื้อดีบุกเป็นส่วนผสม การใช้สตางค์รูเนื้อดีบุกเป็นส่วนผสมนี้พบว่าหลวงพ่ออ่ำและหลวงพ่อทรัพย์ วัดตลุกก็ใช้เป็นส่วนผสมในพระของท่านด้วยเช่นเดียวกัน แต่หงส์ชุดที่เป็นเนื้อเมฆพัตรท่านไม่ทราบข้อมูลแต่ก็พบเจอได้น้อยกว่าและเพิ่งแตกออกมามากก็ตอนที่เปิดกุฏิหลวงพ่อนี่เอง ส่วนที่เคยมีข้อมูลประกอบการขายในหนังสือพระเล่มหนึ่ง ซึ่งลงว่าเหรียญหงส์นี้หลวงพ่อเดิมเสกแจกตอนสร้างโบสถ์วัดหางน้ำแล้วลงราคาขายไว้ตั้งหลายพันนั้น ก็ลองใคร่ครวญถึงเจตนาดูเถิด และถ้าพิจารณาจากปีที่สร้างโบสถ์ซึ่งตามบันทึกในประวัติวัดระบุว่าโบสถ์สร้างในปี ๒๔๗๒ ก่อนยุคหลวงพ่อสดอยู่มากนัก แล้วยันต์ที่ใช้ในเหรียญหงส์จะเป็นยันต์ของหลวงพ่อสดได้อย่างไร แต่ถ้าอ้างว่าหลวงพ่อโอเสกยังสมเหตุสมผลเพราะปี๒๕๐๖ท่านยังไม่เสีย ที่หนังสืองานประกวดเล่มหนึ่งลงว่าเป็นของหลวงพ่อโอก็อาจจะด้วยสาเหตุที่หลวงพ่อสดนำมาให้ท่านเสกแล้วถวายให้ท่านไว้ส่วนหนึ่งก็เป็นได้ ๒.๒.๒ เสือนั่งหลังค่อม ที่ฐานปรากฏยันต์ “อิติ” ของแท้ต้นฉบับที่ข้าพเจ้ามีทั้งสองตัวพบว่ามีรอยจารอักขระที่ลำตัวทั้งสองข้าง แต่เนื่องจากพื้นที่ที่ลงเหล็กจารไม่ใช่พื้นที่เรียบและมีพื้นที่จำกัดอักขระตัวท้ายๆจารไม่ค่อยเป็นตัวจึงอ่านได้ไม่ชัดนัก เห็นชัดแต่อักขระ ๒ ตัวหน้าคือตัว “พะ”กับตัว “ยะ” แต่ก็พอสันนิษฐานได้ว่าน่าจะเป็น “พะยัคโค” ด้านหนึ่งและ “ พะยัคคา”ด้านหนึ่ง คาถา “พะยัคโค พะยัคคา” นี้มีความสอดคล้องกับคาถาที่ปรากฏอยู่ในหนังสือแจกงานศพของหลวงพ่อสด(ดูภาพประกอบในคอมเม้นท์ของภาพที่ ๓) ซึ่งพิมพ์ไว้ว่า...คาถาปลุกสิงห์ “พยัคโค พยัคฆา สูญญารัพพะติ โฮ่มฮึม โฮ่มฮึม อังอะ” แต่ข้าพเจ้าพิจารณาจากบทคาถาแล้วเห็นว่าน่าจะเป็นคาถาปลุกเสือซะมากกว่าเพราะมีคำว่า “พะยัค” ซึ่งแปลว่าเสือแทรกอยู่ด้วย ส่วนคาถาปลุกสิงห์นั้นควรจะเป็น “ตะมัตถังปกาเสนโต สัตถาอาหะ” แต่กลับไปปนอยู่ในท่อนสุดท้ายของคาถาปลุกช้างเสียอีก ส่วนคาถาที่ใช้ปลุกเสือที่ปรากฎในหนังสือมีบทคาถาว่า “สะคะโต สิคะตะ ตะนัง สุขคะโตมังสัง วะรังมิจัง นิพพานัง นะโมนะมิ”วิเคราะห์จากบทคาถาแล้วข้าพเจ้าก็ไม่เห็นว่าจะเป็นคาถาปลุกเสือได้อย่างไร เท่าที่ศึกษาศาสตร์ด้านนี้มาบ้างแบบงูๆปลาๆก็มั่นใจว่าน่าจะเกิดจากความคลาดเคลื่อนในการตีพิมพ์ รอยจาร “พะยัคโคพะยัคคา” นี้นอกจากจะพบในเสือนั่งหลังค่อมแล้วยังพบว่ามีจารที่ใต้ฐานของเสือท้องกลวงและเสือท้องตันอีกด้วย เปรียบเทียบกับลายมือที่หลวงพ่อสดจารในวัตถุมงคลชนิดอื่นแล้วก็สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นลายมือจารของหลวงพ่อสดทั้งหมด แต่เสือนั่งหลังค่อมรุ่นนี้มีของถอดพิมพ์มานาน ของแท้ต้นฉบับนั้นจะมีรายละเอียดที่คมชัดและสวยงามกว่า โดยเฉพาะใบหน้าและลายตามตัวเสือ หากนำมาเปรียบเทียบกันแล้วจะเห็นได้ว่าของเลียนแบบมีความตื้นเขินและผิดเพี้ยนไปจากตัวต้นฉบับอย่างเห็นได้ชัด ช่องปากโหว่,ตาโบ๋,ลายตื้น,ยันต์ตื้นและหากเทียบดูจากด้านหน้าตรงๆจะเห็นว่ารอยประกบพิมพ์ช่วงขาหน้าของแท้จะบาง ส่วนของถอดพิมพ์จะหนากว่ามาก แม้แต่ตัวที่ข้าพเจ้าเคยลงภาพไว้ในเวปศิษย์หลวงพ่อกวยเพื่อประกอบข้อมูลประวัติและวัตถุมงคลของหลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาครเมื่อหลายปีก่อนนู้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับตัวต้นฉบับที่เพิ่งมาพบในภายหลังก็ต้องยอมจำนนด้วยหลักฐานว่าเข้าข่ายเป็นเสือถอดพิมพ์ด้วยเช่นกัน จึงต้องขออนุญาตแก้ไขไว้ในที่นี้ด้วย ทั้งนี้ก็ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หาได้มีเจตนาเป็นอื่นไม่ ของที่ถอดพิมพ์นี้น่าจะมีมานานและน่าจะทำขึ้นหลายครั้งสังเกตได้จากรายละเอียด,ขนาดและสีของเนื้อตะกั่วมีความแตกต่างกัน(ซึ่งมีทั้งตะกั่วดำงานเก๊เก่าและตะกั่วขาวงานเก๊เมื่อไม่นานมานี้) แม้แต่เสือนั่งหลังค่อมที่ปรากฎอยู่ในหนังสืองานศพหลวงพ่อโอก็จะเห็นได้ว่าเป็นแบบที่ถอดพิมพ์ด้วยเช่นเดียวกัน และยังเคยพบเสือแบบที่ถอดพิมพ์นี้ร้อยอยู่ในตะกรุดชุดที่เป็นงานตลาดอีกด้วย (ตะกรุดชุดที่เป็นงานตลาดสังเกตได้จากอักขระเลขยันต์ที่ลูกคั่นและลูกสะกดจะตื้นเบลอและผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับ) แสดงให้เห็นว่าในยุคหลังๆทางวัดหลวงพ่อโอคงจะมีการรับของตลาดมาเสกด้วย ดังนั้นชุดที่เป็นของตลาดถอดพิมพ์นี้จึงไม่ถือเป็นมาตรฐานถ้าหากจะเช่าหาคงต้องดูที่มาที่เชื่อถือได้เป็นสำคัญ แต่ ณ ปัจจุบับนอกจากเสือนั่งหลังค่อมแล้วเสือหมอบท้องกลวงและสิงห์สามขวัญก็มีของถอดพิมพ์ออกมาแล้วเช่นกัน แต่เห็นว่าฝีมือไม่ได้ร้ายกาจอะไรยังพอแยกได้ด้วยการเปรียบเทียบดังภาพที่นำมาเปรียบเทียบระหว่างแท้/เก๊ (ดูภาพประกอบภาพที่ ๔) จึงยังไม่ชี้จุดสังเกตเดี๋ยวจะเป็นการชี้โพรงให้กระรอกเสียปล่าวๆ ส่วนสิงห์ปากนกแก้วเนื้อทองเหลืองและสิงห์เนื้อตะกั่ว(สิงห์สามขวัญฐานบางขอบข้างมีรอยปั๊ม)ที่หลวงพ่อสดก็มีการนำมาเสกแจกด้วยนั้น ก็พบว่าเป็นของตลาดด้วยเช่นกันอย่างเช่นสิงห์เนื้อตะกั่วบางที่ก็เล่นเป็นหลวงพ่อกวย วัดบ้านแคบางที่ก็เล่นเป็นหลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม แล้วแต่สำนักไหนจะรับมาเสก ส่วนเสือเนื้อผงดำซึ่งดูจากงานแล้วน่าจะเป็นการถอดพิมพ์มาจากเสือตลาดเนื้อทองเหลือง ซึ่งถึงแม้จะเป็นงานโรงงานแต่พิจารณาแล้วก็เห็นว่าน่าจะเป็นการสั่งทำมาเป็นการเฉพาะเพราะยังไม่เคยพบว่าสำนักไหนมีแจก วัตถุมงคลของหลวงพ่อสดนั้นทำออกมาจำนวนมาก มีทั้งที่สร้างเองและที่เป็นของตลาดรับมาเสก จึงควรศึกษาให้รอบคอบ แต่ถ้าเอาศรัทธาเป็นตัวตั้งไม่หวังผลทางด้านการตลาดและกระแสค่านิยม แม้รุ่นที่เป็นของตลาดก็เป็นของที่ได้รับการปลุกเสกจากท่านเสมอกัน หวังว่าการวิเคราะห์ดังกล่าวมานี้จะทำให้มีแนวทางในการศึกษาและสะสมที่มีความชัดเจนมากขึ้น การจำแนกแยกแยะนี้มิใช่เพื่อให้เกิดความแตกแยกแต่อย่างใดและไม่ได้คิดจะเป็นจอมบงการที่ลุกขึ้นมากำหนดนั่นกำหนดนี่ไปเรื่อยเปื่อย ความเป็นเหตุเป็นผลนี้ไม่ได้สงวนไว้แต่ข้าพเจ้าผู้เดียวเท่านั้นที่จะเข้าใจได้ แม้ท่านผู้ใดทำการศึกษาใคร่ครวญแล้วก็ย่อมเข้าถึงความเป็นเหตุเป็นผลนี้ได้เช่นกัน หรือหากแม้ท่านผู้ใดมีวิธีการศึกษาหรือมีหลักฐานที่ยิ่งไปกว่าข้าพเจ้าก็สามารถเข้าถึงความชัดเจนที่ยิ่งไปกว่าข้าพเจ้าก็เป็นได้ ข้าพเจ้าไม่ได้ยืนกรานว่าผลการศึกษาของข้าพเจ้าจะถูกต้องที่สุดถึงขนาดที่จะไม่มีความรู้อื่นมาคัดค้านแทรกแซงได้ เพียงแต่ด้วยสติปัญญา ณ ขณะนี้ของข้าพเจ้าซึ่งได้ทำการศึกษาใคร่ครวญอย่างเต็มที่แล้วและเห็นว่าพอถือเอาเป็นหลักเป็นเกณฑ์ได้ จึงนำมาบอกกล่าวเล่าต่อตามประสาคนชอบด้วยกัน และเห็นว่าควรมีหลักมีเกณฑ์ในการจำแนกแยกแยะเอาไว้บ้าง ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นเจ๊กลากไปไทยลากมากันอยู่นั่นเอง ซึ่งถ้ามีหลักมีเกณฑ์เช่นนี้แล้วก็น่าจะนำไปสู่ข้อยุติแบบมีเหตุผลประกอบได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น......10:32:41 พฤหัสบดี 05 ม.ค.910
5
หลวงพ่อโต วัดบ้านเชี่ยน(พิมพ์ทุ่งคอก)
11000พระที่นักเลงรุ่นเก่าในแถบนี้ต้องมีติดคอ ใหญ่บึกล่ำสันมันส์สุดๆครับ08:39:30 เสาร์ 27 ส.ค.1452
6
ตะกรุดอิทธิเจหลวงพ่อผล สวนขวัญ
6500อีกหนึ่งเครื่องรางที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ไม่ใช่ตะกรุดที่ทำด้วยแผ่นโลหะจารอักขระอย่างที่พบเห็นโดยทั่วไป แต่เป็นตะกรุดแท่งผงอิทธิเจที่เกิดจากวิชาลบผงของหลวงพ่อผล แห่งสำนักสวนขวัญพระขลังขวัญใจนักเลงบ้านนอกอีกองค์ เกียรติคุณของท่านไม่ธรรมดาครับในช่วงปี ๒๕๐๐ต้นๆ บรรดาขาโจ๋แถวหนองมะโมงชัยนาทบ้านผมยังต้องถีบจักรยานข้ามจังหวัดไปสักสิงห์หางขอดกับท่านที่ลาดยาวนครสวรรค์ สังเกตได้ว่าคนรุ่นลุงรุ่นปู่ผู้ที่เคยเสาะแสวงหาของดีตามความนิยมของชายไทยในแถบอุทัย ชัยนาท นครสวรรค์และจังหวัดใกล้เคียง มักจะมีรอยสักสิงห์หางขอดอยู่ใต้ท้ายทอยเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นศิษย์ร่วมสำนัก หลวงพ่อผลท่านนี้เป็นศิษย์ในสายวิชาของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่าอีกท่านที่ถูกถ่ายทอดมาจากหลวงพ่อเก็บ วัดสวนลำใยผู้มีศักดิ์เป็นหลานผู้ใกล้ชิดของหลวงปู่ศุข หลวงพ่อเก็บผู้นี้ถือว่าเป็นรุ่นใหญ่ในสายวัดปากคลองที่มีวรยุทธ์เข้มแข็งน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งแต่เสียดายแทบจะไม่มีใครพูดถึงแล้ว วิชาลบผงอิทธิเจของหลวงพ่อผลนี้ พระครูศักดิ์วัดบ่อแร่เคยเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า เมื่อแรกที่เข้าไปขอเรียนวิชากับหลวงพ่อผล หลวงพ่อผลท่านเรียกเข้าไปในโบสถ์ แล้วท่านก็นั่งเขียนผงลบผงของท่านในระยะเวลาไม่กี่อึดใจ ก็ปรากฎว่ามีฝูงนกบินเข้ามาทางช่องหน้าต่างที่มีอยู่รอบโบสถ์แล้วมันก็มารุมล้อมรอบตัวหลวงพ่อขวักไขว่ไปหมดบ้างก็บินอยู่ใกล้ๆ บ้างก็เกาะตามต้วตามไหล่ของท่านเป็นที่อัศจรรย์ อีกประสบการณ์นึงที่ถ่ายทอดโดยคนพื้นที่เล่าว่ามีลูกศิษย์หลวงพ่อถูกโจรปล้นแกฮึดสู้โดยอมตะกรุดผงอิทธิเจไว้ในปากแล้วประจัญหน้ายิงกับพวกโจรจนฝ่ายโจรต้องถอยหนี โดยปกติผงอิทธิเจในสำนักอื่นๆจะมีคุณในทางเมตตาแต่อิทธิเจของวัดสวนขวัญนอกจากเมตตาแล้วยังโดดเด่นด้านบู๊สนั่นจออีกด้วยครับ ถ้าว่ากันตามตำราลบผงอิทธิเจ(ซึ่งแต่ละสำนักอาจมีสูตรแตกต่างกันไปบ้าง)กว่าจะได้ผงมาปั้นตะกรุดซักแท่งแม้จะยาวซักข้อนิ้วมือก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องผ่านการเขียนการลบอักขระเที่ยวแล้วเที่ยวเล่า พอจะเปรียบเทียบสถานการณ์เพื่อให้เห็นภาพได้กับการเขียนชอล์กบนกระดานดำแล้วลบ เศษผงชอล์คที่ล่วงลงสู่รางกระดานดำนั่นแหละคือผงอิทธิเจที่ได้ในแต่ละคราว แต่ด้วยพื้นที่ของกระดานชนวนที่ใช้ในการลบผงและตัวอักขระเลขยันต์ตามสูตรที่บังคับทำให้การลบผงอิทธิเจนั่นย่อมได้ปริมาณผงที่น้อยและช้ากว่าการลบผงชอล์คอยู่มากนัก ที่สำคัญทุกอณูผงล้วนผสมผสานไปด้วยจิตที่ละเอียดขึ้นอยู่ทุกขณะ...จึงได้ชื่อว่าเป็นของสำคัญและหาได้ยากยิ่ง แม้ในการทำวัตถุมงคลด้วยเนื้อผงโดยทั่วๆไป ในการผสมผงในแต่ละครกจะเจือด้วยผงวิเศษนี้ซักปลายช้อนชาก็ถือว่าวิเศษนักแล แต่นี่คือแท่งผงอิทธิเจทั้งแท่งจะมีค่าควรเมืองซักเท่าไร14:01:59 อังคาร 02 ส.ค.895
7
สิงห์ตะกั่วหลวงพ่อโอ วัดหางน้ำหนองแขม
4500 สิงห์สามขวัญเนื้อตะกั่วนี้ สังเกตจากศิลปะการแกะแม่พิมพ์แล้วคงจะมีอิทธิพลมาจากสิงห์งาแกะของหลวงพ่อเดิมซึ่งมีลักษณะที่นิยมเรียกกันว่าสิงห์สามขวัญหัวมังกร แต่ของหลวงพ่อโอพัฒนาปรับปรุงด้านวัตถุดิบและกระบวนการผลิตมาเป็นงานหล่อแบบเบ้าประกบเท่าที่พบมี ๒ เนื้อคือเนื้อปรอทกับเนื้อตะกั่ว ซึ่งเนื้อปรอทเป็นเนื้อที่พบน้อยที่สุด ข้าพเจ้าได้ยินจากพี่เชนทอง ชัยนาทนักเล่นพระรุ่นอาวุโสท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่าสิงห์สามขวัญเนื้อปรอทรุ่นนี้คนทางแถบหนองโพตาคลีบางคนก็ว่าได้รับมาจากหลวงพ่อเดิม ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็อาจเป็นไปได้ที่หลวงพ่อโอท่านจะนำไปให้หลวงพ่อเดิมผู้เป็นอาจารย์ของท่านปลุกเสกและถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็สามารถตีความได้อีกว่าสิงห์สามขวัญเนื้อปรอทนี้จะต้องสร้างก่อนที่หลวงพ่อเดิมจะมรณภาพ (นั่นหมายความว่าจะต้องก่อน ๒๔๙๔) แต่ก็ไม่ทราบว่าสิงห์เนื้อปรอทกับเนื้อตะกั่วจะสร้างและเสกในคราวเดียวกันด้วยหรือไม่ ส่วนในด้านอักขระพบว่าลงด้วย “สีหะอะพะ” กำกับไว้ที่ฐาน ซึ่งก็ถือว่าเป็นคาถาหัวใจราชสีห์ที่ต่างออกไปจากสำนักอื่นๆที่มักจะนิยมใช้ “สีหะนาถัง” หรือ “ราชะสีโห” กันเป็นส่วนมาก และหากสังเกตฟ้อนต์ของตัวอักขระก็จะเห็นได้ว่าฟ้อนต์อักขระของสิงห์สามขวัญ,เสือหมอบและเสือโห่นี้น่าจะเป็นช่างแกะคนเดียวกัน ส่วนศิลปะการแกะพิมพ์และศิลปะการแกะตัวอักขระของเสือนั่งหลังค่อมนั้นจะมีความแตกต่างออกไป มีข้อน่าสังเกตอีกประการหนึ่งว่าในหนังสืองานศพหลวงพ่อโอซึ่งมีการรวบรวมภาพวัตถุมงคลไว้หลายชนิด โดยเฉพาะวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นในปี ๒๕๐๖ ซึ่งมีอยู่หลายรูปแบบ แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีสิงห์สามขวัญและเสือโห่รวมอยู่ด้วย จึงอาจเป็นไปได้ว่าเครื่องรางทั้ง ๒ รูปแบบนี้อาจจะสร้างก่อนปี ๒๕๐๖ ตามข้อสันนิษฐานก็เป็นได้ แต่จะทันหลวงพ่อเดิมอย่างคำบอกเล่าหรือไม่นั้น ยังไม่มีหลักฐานยืนยันที่ชัดเจนในขณะนี้ รายละเอียดและภาพประกอบการอธิบายทั้งหมดหากสนใจเข้าไปดูเล่นๆได้ใน facebook ฝุ่นดิน ท้องถิ่นนิยม ได้ครับ10:38:22 พฤหัสบดี 05 ม.ค.864
8
ตะกรุดลูกคั่นหลวงพ่อโอ วัดหางน้ำหนองแขม
5500 พระอธิการโอ อินฺทโชโต มีนามเดิม ว่า โอ โพธิ์อุไร เกิดปีมะแม พุทธศักราช 2438 ที่บ้านหางน้ำหนองแขม หมู่ที่ ๗ ต.ท่านฉนวน อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท เป็นบุตรนายเทศ นางเพิ่ม โพธิ์อุไร เมื่ออายุได้ ๗ ขวบ ท่านป่วยเป็นโรคฝีดาษทำให้ตาของท่านเกือบบอดแต่ยังพอมองเห็นลางๆ จึงไปอยู่กับหลวงพ่ออินได้ศึกษาการอ่านเขียน ไทย-ขอม-บาลี ตลอดจนกรรมฐานและคาถาอาคมต่างๆ นอกจากศึกษากับหลวงพ่ออินแล้ว ท่านยังไปแสวงหาความรู้เพิ่มกับครูบาอาจารย์ผู้ทรงคุณในสมัยนั้นเช่น หลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่อเงินวัดพระปรางค์เหลือง หลวงพ่อมี วัดบ้านบน หลวงพ่อปั้น วัดหาดทะนง หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ หลวงพ่ออิน วัดหางน้ำหนองแขม และพระเกจิอาจารย์ อีกหลายรูปจึงทำให้หลวงพ่อโอมีวิชาอาคมที่แก่กล้า เมื่อหลวงพ่อโออายุครบบวช หลวงพ่ออินจึงจัดการอุปสมบทให้ โดยมีหลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล เป็นพระอุปัชฌาชย์ พระอธิการอิน จนฺทสโร วัดหางน้ำหนองแขม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์หมึก วัดสระทะเล เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ณ อุโบสถวัดสระทะเล ได้รับฉายาว่า อินฺทโชโต ตรงกับปีขาล พุทศักราช ๒๔๕๗ หลังจากได้อุปสมบทแล้วได้กราบลาพระอุปัชฌาย์มาจำพรรษาที่วัดหางน้ำหนองแขมตลอดมาจนกระทั่ง หลวงพ่ออิน จันฺทสโร ได้มรณภาพลง หลวงพ่อโอ อินฺทโชโต ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสในปีพ.ศ.๒๔๗๖ เล่ากันว่าถึงแม้ตาของท่านจะมองไม่ค่อยเห็นแต่เหมือนท่านมีญาณทิพย์ สามารถรู้เห็นในสิ่งที่ตาของคนปกติไม่สามารถเห็นได้ เช่นเห็นสิ่งที่อยู่ไกลหรือสิ่งที่อยู่ในที่ลับตาได้อย่างอัศจรรย์ เล่ากันว่าแค่เท้าโยมเหยียบบันไดขั้นแรกท่านก็สามารถรู้ได้ว่าเป็นใคร เวลาว่างหรือแม้แต่ขณะนั่งรับแขกท่านจะเคาะกุญแจกับพื้นกระดานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งน่าจะเป็นการทำสมาธิของท่านอย่างหนึ่ง หลวงพ่อโอปลุกสาลิกาให้ลอยน้ำ (เรื่องเล่าจาก สจ.อธิปพงษ์ จันทร์ครุฑ) หมอเรืองแป (มือพิการ) เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อโอคอยปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อโอ หลวงพ่อโอจึงสอนวิชาต่างๆ ให้ หมอเรืองแปได้มีโอกาสเล่าให้ผม (ขณะนั้นผมบวชเป็นพระที่วัดหางน้ำหนองแขม) ว่าหลวงพ่อโอได้ปลุก สาลิกา (สาลิกาของหลวงพ่อโอคือ ตะกรุดทองแดง ดอกจิ๋ว ขนาดความยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ใช้ด้ายผูกติดกัน 2 ดอก เป็นคู่กัน) ในวันนั้นเป็นเวลากลางคืนหลวงพ่อโอได้ใช้บาตรไม้สาน (ใช้ไม้ไผ่มาสานเป็นรูปบาตรพระ แล้วใช้ชันทาไม่ให้รั่ว ปัจจุบันพระเสน่ห์เก็บรักษาไว้) นำบาตรไม้สานมาทำน้ำมนต์ แล้วกำสาริกาแผ่นทองแดงม้วนดอกจิ๋วที่เตรียมไว้ ใส่ลงในบาตรไม้สาน ตะกรุดก็จมน้ำอยู่ก้นบาตร หลวงโอบอกกับหมอเรืองแปว่าถ้าดอกไหนลอยขึ้นมาให้ช้อนขึ้นมาวางไว้เป็นคู่ๆ จากนั้นหลวงพ่อโอก็เข้ามาสมาธิ สักครู่ตะกรุดม้วนแผ่นทองแดงก็เริ่มลอยขึ้นมาทีละดอก 2 ดอก หมอเรืองแป ตื่นเต้นมาก แต่ก็ไม่ลืมคำสั่งนั่งช้อนออกมาเป็นคู่ๆ จนหมดบาตร แล้วก็ช่วยหลวงพ่อใช้ด้ายผูกเป็นคู่ๆ คู่ใครคู่มัน แล้วหลวงพ่อโอก็เก็บเข้าไปลุกเสกของท่านอีกที อภินิหารชะแลงลอยน้ำ เรื่องนี้ข้าพเจ้าเคยได้อ่านข้อความจากโพสต์ของคนในพื้นที่ท่านหนึ่งใช้ยูสเซอร์เนมว่า”ลูกพระพรหม” โพสต์เล่าไว้ว่า: คุณพ่อท่านเล่าให้ฟังว่าหลวงพ่อโอเก่งมากที่ว่าเก่งเพราะที่วัดจะมีบ่อน้ำ และท่านแสดงโดยการโยนชะแลงลงบ่อ ผลปรากฎว่าชะแลงที่ทำด้วยเหล็กลอยได้ครับ “ .ตะกรุดของหลวงพ่อโอมักจะมีออฟชั่นพิเศษติดมาด้วยเสมอ และเหล่าออฟชั่นอันบรรดามีนั้นก็ถือได้ว่าเป็นจุดสังเกตของเครื่องรางสำนักนี้ ออฟชั่นที่ว่ามีทั้งลูกคั่น,ลูกสะกดและปลัดขิก ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบแต่ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะที่ทำให้สามารถแยกแยะได้ ออฟชั่นต่างๆเหล่านี้มักถูกเรียกรวมๆไปด้วยกัน อาจจะเรียกลูกคั่นบ้างลูกสะกดบ้างตามความเคยชินที่เคยได้ยินสืบๆกันมา แต่ที่จริงนั้นลูกคั่นกับลูกสะกดมีความแตกต่างกันตามคุณลักษณะและวัตถุประสงค์การใช้งาน เพื่อให้เกิดความชัดเจนจะขอจำแนกคร่าวๆดังนี้ ๑.ลูกคั่น ลูกคั่นของท่านคงจะได้รับอิทธิพลมาจากตะกรุดลูกคั่นของหลวงพ่อเดิมอาจารย์ของท่าน แต่ของหลวงพ่อเดิมใช้แผ่นโลหะนำมาตัดเป็นแผ่นยาวๆ คล้ายเส้นตอก ลงอักขระแล้วนำมาสานเป็นทรงลูกตะกร้อและทรงข้ามหลามตัดใช้สำหรับร้อยคั่นระหว่างตะกรุดแต่ละดอกในตะกรุดชุดพระเจ้าห้าพระองค์ซึ่งมีทั้งหมด ๕ ดอก จึงเรียกว่าลูกคั่น แต่ของหลวงพ่อโอใช้วิธีการหล่อแบบเบ้าประกบมียันต์ในพิมพ์ ถึงแม้วิธีการผลิตจะแตกต่างออกไปแต่ทางด้านรูปทรงยังคงเจริญรอยตามอาจารย์ของท่าน ดังนั้นลูกคั่นของหลวงพ่อโอจะมีอยู่ ๓ ลักษณะคือ ๑.ทรงข้าวหลามตัด(หกเหลี่ยม) ๒.ทรงลูกตะกร้อ ๓.ทรงกระบอก(ซึ่งน่าจะจำลองมาจากดอกตะกรุดที่อยู่ในชุดตะกรุดลูกคั่นของหลวงพ่อเดิมด้วย) แต่ละชนิดมีอักขระปรากฏในพิมพ์ดังนี้ -ทรงข้ามหลามตัด ปรากฏอักขระตัว นะ ทั้ง ๒ ด้าน -ทรงลูกตะกร้อ ปรากฏอักขระหัวใจธาตุสี่ นะ มะ พะ ทะ -ทรงกระบอก ปรากฏอักขระหัวใจพระเจ้าห้าพระองค์ โดยปรากฏอักขระ “นะโมพุท” ด้านหนึ่งและปรากฎอักขระ “ธายะ” อีกด้านหนึ่ง (ลูกคั่นลักษณะนี้พบว่ามีของตลาดนำไปถอดพิมพ์ด้วยแต่จะตื้นเบลอกว่าและตัวอักขระก็ผิดเพี้ยนไปจากเดิมมาก) เนื้อโลหะที่ใช้เท่าที่พบเป็นเนื้อตะกั่วทั้งหมด ยกเว้นลูกคั่นทรงลูกตะกร้อที่พบว่าในระยะต่อมาถูกนำไปใช้เป็นลูกสะกดร้อยเข้ากับตะกรุดโทนรุ่นที่มีสายคาดสีขาวถักลายท้องตะขาบด้วย ลูกคั่นทรงลูกตะกร้อนี้จึงพบว่ามีทั้งที่เป็นเนื้อตะกั่ว เนื้อปรอทและเนื้อครั่ง ๒.ลูกสะกด ในยุคแรกๆมีลักษณะรูปทรงคล้ายลูกหนำเลี๊ยบมีสัณฐานรียาว ใช้กรรมวิธีการหล่อแบบเบ้าประกบมียันต์ตารางกากะบาดทั้งสองด้าน ซึ่งยันต์นี้ถือว่าเป็นยันต์เอกลักษณ์ของหลวงพ่อ พบทั้งที่เป็นเนื้อตะกั่วและเนื้อครั่ง (เนื้อปรอทก็อาจจะมีด้วย) ส่วนอีกแบบนั้นเป็นงานตลาด มักพบได้ในตะกรุดตลาดแบบครบเส้นคือมีทั้งตะกรุด ลูกสะกดและเชือกคาดซึ่งจะถักเป็นลายท้องตะขาบมีทั้งที่เป็นเชือกดิบสีขาวและเชือกไนล่อนสีเขียวขี้ม้าในบางงานอาจจะมีปลัดขิกรวมอยู่ด้วย ลูกสะกดงานตลาดที่พบในตะกรุดชุดยุคแรกๆของหลวงพ่อโอด้วยนั้นจะมีลักษณะป้อมสั้นมียันต์ นะขมวดแบบเลขแปดอารบิคแล้วขึ้นยอดอุณาโลมด้านหนึ่งและยันต์เฑาะว์ด้านหนึ่ง พบทั้งที่เป็นเนื้อตะกั่วและเนื้อครั่ง(เนื้อปรอทก็อาจจะมีด้วยเช่นกัน) ...จริงๆแล้วที่มาของลูกสะกดตามแบบฉบับดั้งเดิมนั้น เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ใช้ประกอบการเจริญพระกรรมฐานแบบโบราณที่เรียกว่าพระกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ โดยจะใช้ลูกตะกั่วปักกับแท่งเทียนในระยะห่างเท่าๆกัน(จำนวนลูกขึ้นอยู่กับขั้นตอนพระกรรมฐานในแต่ละห้อง)เมื่อเทียนไหม้ลงมาจนถึงลูกสะกดลูกไหนลูกสะกดลูกนั้นก็จะล่วงลงสู่ก้นบาตร เป็นทั้งเครื่องทดสอบความมั่นคงของจิตและบอกระยะเวลาในการรักษาอารมณ์ในแต่ละห้องสมาธิ เมื่อวัตถุชนิดนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสมาธิจิตขั้นสูง จึงถือกันว่าลูกสะกดนี้มีอำนาจในตัว สามารถสะกดอำนาจชั่วร้ายภายนอกได้ แท้จริงแล้วเป็นการสะกดจิตตัวเองซึ่งเป็นของภายในไม่ให้หวั่นไหวไปกับสิ่งภายนอกต่างหาก แต่มาในยุคหลังๆถูกทำขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องรางโดยตรง ไม่ได้ใช้ในการเจริญกรรมฐานตามแบบดั้งเดิมเมื่ออธิบายมาถึงตรงนี้ข้าพเจ้านึกถึงวัตรปฏิบัติของหลวงพ่อโอที่ปรากฏในประวัติมีอยู่ตอนหนึ่งที่บันทึกไว้ว่า... “เมื่อท่านอยู่ตามลำพัง หรือเวลารับแขกท่านมักจะใช้ลูกกุญแจกเคาะกับพื้นกระดานที่ท่านนั่งเหมือนกับนั่งสมาธิอยู่ตลอดเวลา”การปฏิบัตินี้สอดคล้องกับวิธีฝึกพระกรรมฐานของพระราหุลเถระองค์ปฐมบรมครูผู้ให้กำเนิดกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ ซึ่งท่านก็ใช้ไม้เคาะให้เกิดเสียงเพื่อฝึกสมาธิจิตให้มีความมั่นคงเข้มแข็ง ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นการใช้ลูกสะกดในยุคต่อมา เป็นไปได้ที่หลวงพ่อโอท่านจะเจริญพระกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับนี้ด้วย เพราะตามประวัติแล้ว ในบรรดาครูบาอาจารย์ที่ท่านเดินทางไปศึกษาวิชาต่างๆหนึ่งในนั้นก็คือหลวงปู่ศุข แห่งวัดมะขามเฒ่า ซึ่งหลวงปู่ศุขก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่ศึกษาพระกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับจากสำนักวัดราชสิทธาราม(วัดพลับ) กับพระสังวรานุวงศ์(เมฆ) เรื่องราวที่หลวงปู่ศุขไปเรียนกรรมฐานโบราณของสำนักวัดพลับนี้ มีข้อมูลที่ถูกถ่ายทอดโดยพระครูสิทธิสังวร วัดราชสิทธารามมีเนื้อความดังนี้.....“โดยครั้งหนึ่งได้ปรากฎเรื่องราวระหว่างหลวงปูศุขและพระครูสังวรสมาธิวัตร(ชุ่ม เกิด ๒๓๙๖)ศิษย์เอก พระสังวรานุวงศ์(เมฆ) กล่าวคือในตอนนั้นหลวงปู่ศุขท่านได้ทดลองทำปาฏิหาริย์โดยการนำหัวปลี ๓ หัวมาบริกรรมด้วยพระคาถาที่ท่านได้เล่าเรียนมาเสกหัวปลีให้เป็นกระต่าย หลวงปู่เสกอยู่นานผลปรากฎว่าหัวปลีทั้ง ๓ หัวก็ได้กลายเป็นกระต่าย ๓ ตัวในบัดดล พระครูสังวรสมาธิวัตรชุ่ม(ตำแหน่งก่อนเป็นพระสังวรานุวงศ์) ท่านคงนึกสนุกจึงได้บอกสัพยอกหลวงปู่ศุขว่า "กระต่ายของคุณต้องมานั่งบริกรรมคาถา ดูของผมนี่สิ" ว่าแล้วหลวงปู่ชุ่มก็พลางเอาปลายไม้เท้ายอดตาลของวิเศษประจำสำนักวัดพลับของท่าน ชี้ไปที่หัวปลีที่กองไว้บนพื้นที่เหลือผลปรากฎว่าหัวปลีที่เหลือได้กลายเป็นกระต่ายจำนวนมาก สร้างความประหลาดใจให้กับหลวงปู่ศุขยิ่งนักจากนั้นมาท่านจึงขวนขวายในการเรียนพระกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ จนแตกฉานโดยอาศัยอารามวัดอนงคารามเป็นที่จำวัด(ที่มา : พระวีระ สุขมีทรัพย์ ฐานวีโร) ...และยังปรากฏในประวัติของพระสังวรานุวงศ์เถร(เมฆ) พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระเจ้าอาวาสวัดราชสิทธารามองค์ที่ ๙โดยมีความตอนหนึ่งระบุว่า “.......ด้านพระกรรมฐาน พระสังวรานุวงศ์เถร เป็นพระอาจารย์ใหญ่ พระครูสังวรสมาธิวัตร (เอี่ยม) ๑ พระปลัดโต ๑ พระสมุห์กลั่น ๑ พระปลัดมาก ๑ พระสมุห์คง ๑ พระปลัดเอี่ยม ๑ พระสมุห์ชุ่ม ๑ เป็นพระอาจารย์ผู้ช่วย ในสมัยท่านพระกรรมฐานเจริญรุ่งเรืองมาก มีพระเถรานุเถระมาศึกษาพระกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับกันมากมายเช่น พระมหาแพต่อมาได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระสังฆราช นำมาฝากโดยสมเด็จพระวันรัต(แดง) วัดสุทัศน์ พระภิกษุเงิน หลวงพ่อเงินวัดบางคลาน พระภิกษุศุข หรือหลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า พระภิกษุทอง หลวงพ่อทองวัดราชโยธา พระมหาเสาร์ กันตสีโร หรือพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโร ฯลฯ..” ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริงลูกสะกดของหลวงพ่อโออาจจะไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องรางแต่เพียงอย่างเดียว แต่อาจใช้ในการเจริญพระกรรมฐานขั้นสูงตามแบบแผนที่มีมาแต่โบราณก็เป็นได้ และเป็นที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งว่าในบรรดาลูกคั่นและปลัดขิกที่เป็นเครื่องรางสำหรับคาดเอวนี้มีเฉพาะลูกสะกดนี้เท่านั้นที่มียันต์ตารางกากะบาดซึ่งเป็นยันต์เอกลักษณ์ประจำตัวของท่านประทับอยู่เพียงชนิดเดียว ๓.ปลัดขิก ปลัดขิกที่จัดว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของท่าน เท่าที่พบมี ๒ แบบคือแบบมีปีกกับแบบมีไข่ ใช้วิธีการหล่อแบบเบ้าประกบเท่าที่พบมีเนื้อตะกั่วชนิดเดียวมีลักษณะดังนี้ ๓.๑ ปลัดขิกแบบมีปีก ที่โคนปลัดจะมีท่อสำหรับร้อยเชือกเป็นท่อยาววิ่งตัดเป็นแนวขวางกับลำปลัด ด้านบนของท่อมีอักขระ “นะโม” ด้านล่างมีอักขระ “พุทธายะ” ที่หัวปลัดมีตัว “อุ”ระหว่างท่อที่มีไว้สำหรับร้อยเชือกกับลำตัวปลัดมีลักษณะคล้ายปีกเชื่อมถึงกันทั้งสองฝั่ง มีหางพาดไปตามลำตัวด้านบน ๓.๒ ปลัดขิกแบบมีไข่ ที่โคนปลัดจะแกะเป็นลูกกลมนูนสองลูกคล้ายไข่ของปลัด ต่อจากไข่ของปลัดมีลักษณะคล้ายขาเล็กๆแนบไปตามลำตัวทั้งสองฝั่ง ระหว่างไข่ทั้งสองลูกมียันต์เฑาะว์ปลายยันต์ชี้ไปทางโคนของปลัด ปลัดทั้งสองแบบเป็นเครื่องรางยุคแรกๆ พบได้น้อยมาก มักพบรวมอยู่กับลูกคั่นและลูกสะกดชุดเอกลักษณ์โดยจะร้อยอยู่ในเส้นเดียวกัน แม้แต่ในตะกรุดรุ่นที่มีสายคาดขาวถักลายท้องตะขาบก็ยังไม่เคยพบว่ามีปลัดทั้งสองแบบนี้ร่วมอยู่ด้วย พบแต่ปลัดขิกเนื้อปรอทแบบหันข้าง ข้างลำตัวจะมีขาทั้งสองข้างและมีหางพาดไปบนลำตัวชี้ไปทางหัวของปลัดใต้ลำตัวมีท่อสำหรับร้อยเชือกเป็นท่อยาวทอดไปในแนวเดียวกันกับลำตัวมีอักขระปรากฎที่ท่อทั้งสองด้านลงด้วยนะโมพุทด้านหนึ่งและลงด้วยธายะอีกด้านหนึ่ง แต่ปลัดรุ่นนี้ถูกทำออกมาขายเช่นเดียวกันกับลูกสะกดแบบป้อมซึ่งจะร้อยรวมกับตะกรุดพร้อมเชือกคาดครบชุด จึงจัดว่าเป็นของตลาดเช่นกัน ดังนั้นหากพิจารณาตามลักษณะที่พบแล้วอาจแบ่งตะกรุดของหลวงพ่อได้เป็น ๒ ยุคดังนี้ ๑.ยุคแรกๆสายคาดมักจะเป็นเชือกดิบเส้นเดียวและมักประกอบด้วยลูกคั่น ลูกสะกดและปลัดขิก ๓ ประเภทนี้เป็นส่วนใหญ่ แต่จะครบทุกประเภทหรือไม่ก็แล้วแต่วาสนา น้อยนักที่จะพบว่ามีตะกรุดติดมาด้วย อาจจะเป็นเพราะอาการอาพาธเกี่ยวกับสายตาของท่านจึงไม่สะดวกต่อการจารอักขระมากนักก็เป็นได้ แต่ถ้าหากมีก็ถือว่าเป็นบุญของผู้ที่ได้ครอบครอง ๒.ยุคถัดมาจะมีสายคาดที่ทำจากเชือกสีขาวถักเป็นลายท้องตะขาบตลอดเส้น และถักหุ้มดอกตะกรุดด้วยด้ายดิบมีทั้งที่ชุบรักและไม่ชุบ จุดสังเกตที่สำคัญคือจะมีลูกคั่นหรือลูกสะกดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะร่วมอยู่ด้วยเสมอ เท่าที่พบจะประกอบด้วยลูกคั่นทรงลูกตะกร้อหรือลูกสะกดแบบรียาวที่มียันต์ตารางกากะบาดอย่างใดอย่างหนึ่งหรืออาจมีทั้งสองอย่างและอาจมีปลัดขิกเนื้อปรอท(แบบของตลาด) ร่วมอยู่ด้วยก็ได้ ส่วนประกอบเหล่านี้มีไม่เหมือนกันทุกเส้น ส่วนตะกรุดที่ลักษณะคล้ายๆกันนี้ แต่ไม่มีลูกคั่นหรือลูกสะกดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะประกอบอยู่ด้วยนั้น จัดว่าเป็นของตลาดที่ทำขายให้กับวัดอื่นๆโดยทั่วไป ส่วนใหญ่จะยัดขายเป็นของหลวงพ่อกวย เท่าที่พบมีทั้งสายคาดที่ทำจากเชือกสีขาวและสายคาดที่ทำจากเชือกไนล่อน (แบบไนล่อนจะเป็นของตลาดรุ่นหลังๆที่พบเห็นบ่อยที่สุด) ตะกรุดที่มีลักษณะเป็นงานตลาดนี้ทางวัดก็อาจจะรับมาให้หลวงพ่อเสกด้วย ถ้าจะซื้อหาคงต้องดูที่มาเป็นสำคัญเพราะไม่มีจุดสังเกตใดใดเป็นข้อยุติ 10:44:56 พฤหัสบดี 05 ม.ค.2631
9
สมเด็จรุ่นแรกหลวงพ่อคำปี16พิมพ์ใหญ่นิยม
4500 สำหรับประสบการณ์ของสมเด็จรุ่นแรกนี้หลวงตาท่านหนึ่งที่จำพรรษาอยู่ที่วัดสุวรรณรัตนารามเล่าให้ฟังว่าทหารพลร่มได้รับแจกไปแล้วนำไปทดลองยิงปรากฎว่ายิงไม่ออก ต่อมาทหารพลร่มหน่วยนั้นก็พากันมาจนเต็มรถจีเอ็มซีเพื่อมาบูชาสมเด็จรุ่นนี้ สมเด็จหลังรูปเหมือนรุ่นแรกนี้สร้างในปี2516 มี2ขนาดคือพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก แต่เนื่องจากมีสมเด็จเนื้อผงน้ำมันขนาดเล็กสุดอีกรุ่นหนึ่งที่ออกในปี2524ซึ่งมีรูปเหมือนหลวงพ่ออยู่ด้านหลังคล้ายๆกัน จึงทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน เรียกสมเด็จปี16พิมพ์เล็กเป็นพิมพ์กลาง และเรียกสมเด็จปี24ซึ่งมีขนาดเล็กสุดว่าพิมพ์เล็ก ทั้งๆที่เป็นคนละรุ่นกัน จึงขออนุญาติจำแนกออกจากกันให้ชัดเจนดังที่กล่าวมาครับ เพื่อให้เกิดแนวทางศึกษาและสะสมที่มีมาตรฐาน ไม่สับสน 19:56:43 พฤหัสบดี 03 มี.ค.926
10
หลวงพ่อคำ ชาตะสุโข
3500หล่อโบราณรุ่นหลัง"นครสวรรค์"รุ่นนี้มี3พิมพ์ครับ คือพิมพ์หน้าใหญ่(นิยมสุด) หน้ากลางและหน้าเล็ก องค์ที่นำเสนออยู่นี้คือพิมพ์หน้าเล็ก จัดสร้างในปี2506ปีเดียวกันกับรุ่นหลัง"นว."แต่มีคำบอกเล่าว่ารุ่น"นว."สร้างก่อน ซึ่งถ้าพิจารณาจากศิลปะทั้งสองรุ่นแล้ว ก็เห็นว่ารุ่น"นว"มีพัฒนาการทางด้านศิลปะด้อยกว่าจริง...พระหล่อโบราณมีความน่าสนใจมากครับ โดยเฉพาะสำหรับพระคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงทางด้านตะกรุด เพราะชนวนโลหะที่จะนำมาหล่อหลอมเป็นองค์พระย่อมมาจากแผ่นจารพระยันต์ต่างๆที่เป็นสุดยอดวิชาของท่านอย่างเต็มที่19:57:19 พฤหัสบดี 03 มี.ค.705
11
หลวงปู่อยู่ วัดดักคะนน
28000อีกหนึ่งอภิโคตะระมหาหายากกับ...((( เหรียญรุ่นแรกหลวงปู่อยู่ วัดดักคะนน ))) พิเศษ...เนื้ออัลปาก้ากะไหล่เงิน....หลวงปู่อยู่ วัดดักคะนน ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสามอมตะเถราจารย์ ที่ชาวลุ่มแม่น้ำท่าจีนให้ความเคารพยกย่องในเกียรติคุณตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จนมีการขนานนามอันเป็นมงคลเข้าด้วยกันว่า “คง อยู่ ศุข” ซึ่งหมายถึงหลวงพ่อเฒ่าคง วัดบางกระพี้,หลวงปู่ศุข วัดปากคลองฯ และหลวงปู่อยู่ วัดดักคะนน ทั้งสามท่านเป็นพระคณาจารย์ในยุคก่อนปี ๒๕๐๐ ก็จริง แต่ความอาวุโสนั้นแตกต่างกันมาก โดยมีหลวงพ่อเฒ่าคงเป็นปรมาจารย์ใหญ่และมีอาวุโสสูงสุด(เกิด พ.ศ.๒๓๕๓ ) หลวงปู่ศุข วัดปากคลองฯมีอาวุโสรองลงมา(เกิด พ.ศ.๒๓๙๐) ซึ่งท่านก็เป็นศิษย์องค์หนึ่งของหลวงพ่อเฒ่าคงด้วย (มีผู้รู้ท่านหนึ่งอธิบายว่าพบบันทึกปรากฎในตำราของหลวงพ่อบุญยังวัดหนองน้อยว่าหลวงปู่ศุข ศึกษาวิชาตะกรุดใต้น้ำและวิชาบางอย่างอื่นๆอีกจากหลวงพ่อเฒ่าคง ซึ่งก็ควรแก่การรับฟัง เพราะท่านผู้นี้เป็นผู้ที่มีความสนใจศึกษาตำรับวิชาสายหลวงปู่ศุขตัวยงอีกท่านหนึ่ง แต่ข้าพเจ้าเองยังไม่เคยพบบันทึกในส่วนนี้ จึงไม่กล้ายืนยันเต็มปากนัก) ส่วนหลวงปู่อยู่อ่อนอาวุโสสุด(เกิด พ.ศ.๒๔๑๐)เป็นรุ่นศิษย์หลวงปู่ศุขก็ว่าได้ หาใช่สหธรรมิกอย่างที่บางกระแสเขาเล่าลือกัน ประวัติคร่าวๆของหลวงปู่อยู่นั้นพบข้อมูลที่คุณชา พูนสิน ศิษย์หลวงพ่อผล วัดดักคะนนเขียนเผยแพร่ไว้ว่า “หลวงพ่ออยู่ ติสสโร เกิดปี ๒๔๑๐มรณะภาพ ปี ๒๔๙๔ อายุ ๘๔ปี... เดิมนั้นครอบครัวของท่านอยู่จังหวัดอ่างทอง เมื่อท่านเกิดโยมแม่ท่านได้เสียชีวิตลง โยมพ่อของท่านได้ย้ายมาปักหลัก อยู่ที่ หมู่บ้านตลุก จังหวัดชัยนาท ต่อมาโยมพ่อของท่านได้ภรรยาใหม่มีลูกทั้งหมด ๗ คน หลวงพ่ออยู่ท่านเป็นลูกชายคนโตที่ติดโยมพ่อมา เมื่อท่านอายุครบบวช หลวงพ่อได้บวชอยู่กับหลวงพ่ออ่ำ วัดตลุก พระเกจิชื่อดังในยุคนั้น ได้เรียนวิชามูลกัยจายน์ กับหลวงพ่ออ่ำจนจบ จากนั้นได้ไปเรียนต่อที่วัดสระเกศที่กรุงเทพฯ ถึง๘ ปี แล้วท่านจึงกลับไปอยู่กับหลวงพ่ออ่ำที่วัดตลุก อยู่หลายปี ในสมัยนั้นวัดดักคะนน ไม่มีเจ้าอาวาส (พระสมุห์ชื้น) ซึ่งอยู่วัดดักคะนน เป็นผู้นิมนต์ท่านมาเป็นเจ้าอาวาสวัดดักคะนน” ...จากประวัตินี้ทำให้พอทราบได้ว่าเดิมทีนั้นท่านเป็นศิษย์ในสายวัดตลุก(อินทาราม) อันมีพระครูสถิตสมณวัตร(หลวงพ่ออ่ำ)เป็นปรมาจารย์ใหญ่ ซึ่งแม้ในประวัติหลวงพ่อทรัพย์(ส่วนหนึ่งของเนื้อหาในหนังสือพระราชทานเพลิงศพ หลวงพ่อทรัพย์ วัดตลุก ปี๒๕๒๓) ก็มีชื่อของหลวงปู่อยู่เกี่ยวข้องในฐานะญาติผู้ใหญ่ของหลวงพ่อทรัพย์และในฐานะบุคคลสำคัญในสายวัดตลุกอยู่หลายแห่ง สำหรับเรื่องราวในเชิงปาฏิหาริย์ของหลวงปู่อยู่นั้นพี่เชนทอง ชัยนาทนักสะสมรุ่นใหญ่เล่าให้ฟังว่าเคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังอีกทีว่าเวลาลับตาคนหลวงปู่อยู่ท่านจะใช้มือปล่าวหยิบเหล็กสลักที่เผาไฟจนแดงโล่ด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วกำมืออีกข้างหนึ่งตอกเหล็กสลักที่ใช้ตอกยึดโครงสร้างที่เป็นไม้ในสมัยก่อน เรื่องนี้ข้าพเจ้าเคยเขียนไว้ที่ไหนซักแห่งนานมาแล้ว ปัจจุบันถูกจับแพะชนแกะจนกลายเป็นเรื่องประกอบการขายสมเด็จดักคะนนไปเสียแล้ว สำหรับเหรียญรุ่นแรกนี้โดยมากพบแต่เนื้อทองแดงกะไหล่ทองหรือไม่ก็กะไหล่เงิน แต่เหรียญนี้สุดพิเศษตรงที่เป็นเนื้ออัลปาก้ากะไหล่เงิน แถมสภาพเหรียญยังคมชัดแบบเดิมๆเลยทีเดียว เหรียญรุ่นนี้เป็นเหรียญขอบปั๊มตัดยุคเก่า(ช่วงปี๒๔๘๕-๒๕๐๐) สังเกตจากพื้นเหรียญแอ่นเป็นท้องกระทะ ตามหลักการว่าไว้ว่าเกิดจากความคมของตัวปั๊มตัดในยุคนั้นยังไม่มีความคมมากนัก เมื่อทำการปั๊มเพื่อตัดขอบจึงทำให้เกิดแรงประทะต่อตัวเหรียญ ส่งผลให้พื้นเหรียญเกิดการแอ่นตัวไปตามแรงกระแทกด้วยความบางของตัวเหรียญและการแอ่นตัวของพื้นเหรียญทำให้สามารถแยกแยะเหรียญเสริมที่ใช้แม่พิมพ์เดิมนำมาปั๊มเพิ่มภายหลังได้ ซึ่งเหรียญเสริมถึงแม้จะใช้แม่พิมพ์ทั้งด้านหน้าและด้านหลังเดิม แต่เป็นตัวปั๊มตัดยุคใหม่(หลังปี๒๕๐๐เป็นต้นมา)จึงทำให้พื้นเหรียญเรียบไม่แอ่นเป็นท้องกระทะเช่นเหรียญรุ่นแรก และมีความหนามากกว่าจึงพอเป็นข้อสังเกตเบื้องต้นได้ แม้ไม่ได้เปรียบเทียบรอยตัด จากการวิเคราะห์ตัวตัดซึ่งทำให้พอทราบยุคในการจัดสร้างคร่าวๆว่าอยู่ในช่วงปี ๒๔๘๕-๒๕๐๐ แล้วก็ตาม แต่ก็ยังถือว่าช่วงระยะเวลาดังกล่าวยังกว้างเกินไป จึงได้นำประเด็นภาพต้นแบบในการแกะแม่พิมพ์เหรียญมาประกอบการวิเคราะห์อีกทางหนึ่งด้วย ภาพหลวงปู่อยู่เท่าที่พบเห็นในขณะนี้มีเพียงชุดเดียวคือภาพนั่งธรรมาสน์ ที่ใช้คำว่าชุดเดียวเนื่องจากภาพที่ถ่ายในคราวเดียวกันนี้มี๒-๓ภาพ ฟิล์มของภาพชุดนี้พบตกค้างอยู่ที่วัดดักคะนน และนำมาเผยแพร่เป็นครั้งแรกโดยคุณศักดิ์สิทธิ์ ลิ่วนภโรจน์ เจ้าของร้านถ่ายรูปรุ่งอรุณคัลเลอร์แลป(หรือร้านแสงอรุณร้านถ่ายรูปเก่าแก่ของจังหวัดชัยนาทในอดีต) อีกทั้งยังเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งเวปเพจ “พระเครื่องเมืองชัยนาท” คุณศักดิ์สิทธิ์อธิบายว่าเป็นฟิล์มชนิดฟิล์มม้วน ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีมาก เปรียบเทียบกับฟิล์มม้วนที่ตกค้างอยู่ที่ร้านแล้ว น่าจะเป็นฟิล์มที่อยู่ในยุค๒๔๙๐กว่าๆ ซึ่งสอดคล้องกับที่ข้าพเจ้าวิเคราะห์ลักษณะสรีระของหลวงปู่อยู่ว่ามีความซูบผอมและอิดโรย น่าจะถ่ายในขณะที่ท่านชราภาพมากแล้วและอาจมีอาการอาพาธร่วมด้วยก็เป็นได้ นั่นอาจหมายถึงช่วงบั้นปลายใกล้มรณกาลของท่านคือราวๆปีพ.ศ.๒๔๙๔ นอกจากการวิเคราะห์อายุฟิล์มของคุณศักดิ์สิทธิ์แล้ว สีของภาพถ่ายที่ปรากฏออกมาเช่นในภาพขนาดห้อยคอ ซึ่งเป็นภาพที่ใช้วิธีการตัดต่อ ฉากด้านหลังถูกเปลี่ยนเป็นสีดำ จะเห็นได้ว่าโทนสีของภาพก็หนักมาทางขาวดำเช่นภาพส่วนใหญ่ที่อยู่ในช่วง ๒๔๙..เช่นกัน และยังพบว่าภาพหลวงปู่อยู่ภาพนี้มีการนำไปตัดต่อเป็นภาพแววหางนกยูงของหลวงพ่อปลื้ม วัดสังฆารามอีกด้วย โดยการตัดใบหน้าของหลวงพ่อปลื้มมาแปะเข้ากับส่วนที่เป็นลำตัวของหลวงปู่อยู่ แต่จะด้วยเหตุผลใดก็มิอาจทราบได้ ภาพของหลวงพ่อปลื้มในเวอร์ชั่นนี้ต้นฉบับเป็นภาพห่มคลุม พบภาพที่ระบุวันเดือนปีที่ถ่ายไว้ใต้ภาพว่า “ถ่ายเมื่อ ๑๖ กันยายน ๒๔๙๔ อายุ ๗๓ ปี ๕๓ พรรษา” จากหลักฐานทั้งหมดที่นำมาเปรียบเทียบแล้ว ก็พอสันนิษฐานได้ว่าภาพต้นแบบชุดนี้ก็น่าจะถ่ายขึ้นในช่วง ปี๒๔๙๐-๒๔๙๔ (เพราะท่านมรณภาพในปี ๒๔๙๔ ) ผลจากการวิเคราะห์นี้ ทำให้การสันนิษฐานช่วงปีในการจัดสร้างเหรียญถูกจำกัดแคบตามลงมาด้วย ซึ่งน่าจะอยู่ในช่วงปี ๒๔๙..ต้นๆไม่เกินปี ๒๔๙๔ ซึ่งเป็นปีที่ท่านมรณภาพ อนึ่ง..เรื่องการอนุญาติให้มีการจัดสร้างเหรียญหรือรูปเหมือนรูปถ่ายไว้เป็นที่ระลึกของคณาจารย์ยุคเก่านั้น ถือว่าเป็นแบบแผนที่งดงาม สังเกตว่าคณาจารย์ยุคเก่าหากจะสร้างวัตถุมงคลโดยมากก็จะสร้างพระพิมพ์ที่เป็นรูปจำลองพระพุทธเจ้าหรือไม่ก็เป็นรูปจำลองพระอรหันต์สาวก กว่าจะอนุญาตให้ทำวัตถุมงคลที่เป็นรูปตัวท่านเองก็ต่อเมื่อเห็นว่าธาตุขันธ์ของท่านสุกงอมเต็มที่แล้ว จึงจะอนุญาติไม่เหมือนพระหนุ่มเณรน้อยบัดเดี๋ยวนี้ ทำเป็นทำท่าทำทางให้ดูขลังๆหน่อย เขียนยันต์ได้ซักสองสามตัวก็ออกเหรียญออกรูปกันจ้าละหวั่นเสียแล้ว จึงมักพบว่าเหรียญยุคเก่ามักจะสร้างก่อนท่านมรณภาพไม่กี่ปีบ้าง หลายๆท่านก็สร้างในปีที่จะมรณะภาพบ้าง(พูดในเชิงปาฏิหาริย์ก็อาจจะเป็นญาณหยั่งรู้ของท่านก็เป็นได้) และอีกหลายๆท่านก็สร้างหลังจากที่ท่านมรณภาพแล้วบ้าง เกี่ยวกับเรื่องเหรียญของเกจิยุคเก่าที่สร้างหลังจากท่านมรณะภาพแล้วนี้ มีผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าหากเป็นเหรียญรูปเหมือนที่สร้างหลังจากที่ท่านมรณภาพแล้วมักจะมีคำว่า “ที่ระลึก”และตามด้วยชื่อของหลวงปู่หลวงพ่อรูปนั้น ข้าพเจ้าลองมาสังเกตดูแล้วก็เข้าเค้าดีจึงนำมาบันทึกไว้ ณ ที่นี้ด้วย และได้นำมาตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมอีกประการหนึ่งว่า หากเป็นเหรียญตายจะนิยมใช้รูปต้นแบบในการแกะเหรียญที่ไม่ใช่รูปสุดท้ายก่อนมรณภาพ มักจะเป็นรูปที่คนส่วนใหญ่รู้จักเป็นส่วนมาก เห็นง่ายๆในแถบบ้านเราก็อย่างเช่นเหรียญหลวงปู่ศุขปี ๒๔๖๗ ด้านหลังก็มีคำว่า “ที่ระลึก...พระครูวิมลคุณากร(ศุข)”อยู่ด้วย แต่มนุษย์บางจำพวกก็สุดแสน เหรียญ ๒๔๖๖ บอกไม่ทันก็ยังไม่เท่าไร แต่เหรียญ ๒๔๖๗ กลับบอกว่าหลวงปู่เสกไว้ก่อนมรณภาพ แต่ใส่ พ.ศ.ล่วงหน้าไว้..เอาซะเข้านั่นอีก วกกลับเข้ามาที่เรื่องเหรียญหลวงปู่อยู่...เหรียญหลวงปู่อยู่ในรูปแบบนี้ ภายหลังทางวัดดักคะนนก็ได้มีการจัดสร้างเพิ่มขึ้นมาอีกหลายครั้ง ซึ่งมีทั้งแบบที่ใช้แม่พิมพ์หน้าและแม่พิมพ์หลังตัวเดิม,แบบแม่พิมพ์หน้าตัวเดิม(แต่เป็นเม็ดกลาก)แม่พิมพ์หลังแกะใหม่,แบบแม่พิมพ์หน้าใหม่แม่พิมพ์หลังใหม่, สำหรับเหรียญรุ่นแรกนั้นเป็นเหรียญรูปเหมือนรุ่นแรกและรุ่นเดียวที่สร้างขึ้นในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ แต่ด้วยความศรัทธาเชื่อมั่นที่คนชัยนาทมีต่อท่านและด้วยปริมาณการพบเจอที่มีอยู่น้อยนัก จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการสร้างเสริมขึ้นมาภายหลังอีกหลายครั้งหลายครา หากไม่เคยศึกษาจุดสังเกตของเหรียญรุ่นแรกมาก่อนก็อาจจะเกิดความสับสนได้ จึงยิ่งทำให้การพบเจอเหรียญรุ่นแรกที่เป็นรุ่นต้นฉบับของท่านจริงๆนั้นเป็นเรื่องยากขึ้นอีกเป็นทวีคูณ ดังนั้นโอกาสที่จะได้พบเหรียญแท้ ที่ยังอยู่ในสภาพสวยและเป็นเนื้อพิเศษเช่นนี้ด้วยแล้ว แทบไม่ต้องพูดถึง.....line id : foondin facebook : ฝุ่นดิน ท้องถิ่นนิยม19:57:56 พฤหัสบดี 03 มี.ค.1502
12
หลวงพ่อเสมา วัดป่าสัก
13500รูปถ่ายบรรจุใบมะขาม พอกผง แล้วหุ้มด้วยแผ่นจารหลวงพ่อเสมา วัดป่าสัก ออฟชั่นรูปถ่ายที่ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในสยาม...เป็นวัตถุมงคลที่เป็นรูปตัวท่านอย่างเดียวที่ทันตัว ได้รับการบอกเล่ามาจากผู้มีศักดิ์เป็นหลานของคุณตานวล นาจันทา (เสียชีวิตปี ๒๕๒๗ อายุ ๙๖ เกิดราวๆปี ๒๔๒๙ ) ซึ่งเดิมเป็นคนมหาสารคามได้ร่วมเดินธุดงค์ติดตามมากับหลวงพ่อเสมาตั้งแต่สมัยคุณตาเป็นเณร การเดินธุดงค์ในครั้งนั้นคุณตาเล่าว่ามีหลวงพ่อประสิทธิ์ วัดวังม้า นครสวรรค์อีกองค์ที่ร่วมธุดงค์มาด้วยกัน แต่ภายหลังคุณตาลาสิกขาออกมามีครอบครัว คุณตานวลเคยเล่าให้ลูกหลานฟังก่อนที่จะยกมรดกสุดหวงที่ตนรับมากับมือให้ผู้เป็นทายาทได้เก็บไว้บูชารักษาต่อไปว่ารูปถ่ายของหลวงพ่อเสมารุ่นนี้ สร้างจำนวนไม่มากนักไม่น่าจะถึงร้อย แจกจ่ายให้กับศิษย์และผู้ใกล้ชิดเท่านั้น ด้านหลังจะมีการบรรจุผงวิเศษและใบมะขามเสกเอาไว้ทุกองค์ เป็นที่หวงแหนกันยิ่งนักในหมู่ศิษย์ เพราะถือว่าเป็นวัตถุมงคลรุ่นแรกรุ่นเดียวและรุ่นสุดท้ายที่เป็นรูปองค์ของหลวงพ่อที่สร้างและเสกด้วยตัวท่านเอง ในขณะนั้นรูปถ่ายหลวงพ่อเสมาของคุณตานวลตกอยู่กับคุณวินัย แก้วเกษการณ์(ผู้มีศักดิ์เป็นหลาน) แต่ปัจจุบันได้ยินว่าตกทอดไปสู่ลูกหลานอีกทอดหนึ่งแล้ว คุณพิชัย (ASURA)ผู้ประสานงานได้บอกอีกว่านอกจากนี้ยังมีของลูกหลานเจ๊กในตลาดตลุกหมูอีกรูปหนึ่งซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาเช่นกัน ..อ้อลืมบอกไปหลวงพ่อเสมาท่านมรณะภาพราวปี ๒๔๘กว่าๆครับ (( ขอบคุณท่าน ASURA ศิษย์ท่านพระอาจารย์แห้งที่อุตส่าห์เป็นธุระติดต่อประสานงานให้ครับ ))16:38:05 อาทิตย์ 20 ธ.ค.1077
13
แหวนลงถมยุคแรกหลวงพ่อโอ
2800เป็นแหวนยุคแรกๆครับน่าจะราวๆปี๒๕๐๐บวกลบ แหวนลักษณะเดียวกันนี้ยังพบในงานของหลวงพ่อกันและหลวงพ่อคำด้วย แหวนลงถมหลวงพ่อโอรุ่นนี้พบน้อยมาก พบน้้อยกว่าแหวนเพชรกลับด้วยซ้ำ สภาพเท่าที่พบมายังไม่เคยพบแบบปิ๊งๆเลย พบแต่สภาพผ่านการใช้ทุกวง จะใช้มากใช้น้อยเท่านั้น แต่นั่นก็แสดงให้เห็นถึงความเชื่อถือศรัทธาของผู้ใช้วัตถุมงคลของหลวงพ่ออย่างแท้จริง19:58:32 พฤหัสบดี 03 มี.ค.603
14
เหรียญหล่อหลวงพ่อโอ วัดหางน้ำ
5500จากการสังเกตปรากฎการณ์ต่างๆที่ปรากฎอยู่บนองค์พระ ทำให้โยนิโสมนสิการได้ถึงกรรมวิธีการผลิต ซึ่งจะนำไปสู่หลักเกณฑ์ในการพิจารณาเหรียญหล่อรุ่นนี้ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น กรรมวิธีก็คือหารหล่อโบราณดินไทยแบบเข้าช่อ หลักเกณฑ์การพิจารณาที่ตามมาก็คือลักษณะเฉพาะของพระหล่อโบราณ(ดินไทย)เช่น คราบขี้เบ้า ผิวไฟ ตามด เม็ดแร่ เม็ดขี้เถ้าโลหะ รอยตัดช่อเป็นต้น โดยเฉพาะองค์นี้นอกจากผิวพรรณวรรณะจะงดงามสุกปลั่งเหมือนทองดอกบวบแล้ว ยังสุดพิเศษที่มีรอยจารนะซ่อนหัวประทับอยู่ด้านหลังเหรียญ สันนิษฐานว่าเป็นลายมือหลวงพ่อโอเอง เพราะดูเส้นสายลายมือไม่ค่อยได้รูปทรงเท่าไรนัก สอดคล้องกับอาพาธของหลวงพ่อโอที่ท่านเคยป่วยเป็นโรคฝีดาษจึงทำให้ตาของท่านใช้การได้ไม่ค่อยดีนัก(อาจจะไม่ถึงกับบอดเพราะยังเขียนยันต์ได้) และเส้นสายก็ไม่ได้สวยงามอย่างลายมือพระอาจารย์เฉยลูกศิษย์ที่ช่วยหลวงพ่อจาร เหรียญหล่อรุ่นนี้พบน้อยมาก แม้แต่คนพื้นที่เองหลายๆคนอาจยังไม่เคยพบ..มีหลักฐานปรากฎอยู่ในหนังสือแจกงานศพหลวงพ่อครับ ชัดเจน ไม่เลื่อนลอย16:24:01 อาทิตย์ 20 ธ.ค.837
15
หลวงปู่ฉาบ วัดคลองจันทร์ ชัยนาท
3500รูปถ่ายหน้าหนุ่มหลวงปู่ฉาบ วัดคลองจันทร์ ร้านถ่ายรูปแสงงาม (ขนาดโปสการ์ด) หาชมยาก น่าจะอยู่ในช่วงปี249..ปลายๆ-2500ต้นๆ สังเกตว่าไม่มีพัดยศประกอบซึ่งอาจจะเป็นภาพที่ถ่ายไว้ก่อนที่จะได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ สำหรับเรื่องราวของหลวงปู่ฉาบท่านนี้มีเพื่อนสหธรรมิกรุ่นอาวุโสของข้าพเจ้าเล่าให้ฟังว่า ตอนที่แกบวชแกเคยไปอยู่กับหลวงปู่ฉาบระยะหนึ่ง ได้จำวัดกุฏิติดกับกุฏิของหลวงปู่ฉาบ ซึ่งฝาผนังเป็นฝาไม้มีช่องโหว่ เวลาจำวัดจะมีแสงลอดออกมาตลอดคืนทุกคืน ด้วยความสงสัยแกจึงแอบดู ปรากฎว่าเห็นหลวงปู่ฉาบท่านนั่งขัดสมาธิติดกับฝาผนังตลอดทั้งคืน ด้านหน้าเต็มไปด้วยเทียนแท่งใหญ่และธูปกำใหญ่ เวลากลางวันแกได้เข้าไปสังเกตในกุฏิหลวงปู่ ปรากฎว่าฝาผนังที่หลวงปู่นั่งขึ้นเป็นรูปตัวหลวงปู่อย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากพื้นที่ที่เหลือถูกเขม่าควันจับดำไปหมดนั่นเอง แสดงให้เห็นว่าท่านถือปฏิบัติมานานปี ในหลักของธุดงควัตรเรียกว่าเนสัชชิกกธุดงค์ คือการถืออริยาบถ3 คือเดิน ยืน นั่ง เว้นการนอน ซึ่งก็แบ่งไว้ 3 ขั้น คือขั้นอุกฤษ ขั้นกลาง ขั้นต่ำ พิจารณาจากการพิงฝาของท่านแล้วน่าจะเป็นขั้นกลางเป็นที่สุด เพราะถ้าขั้นอุกฤษแล้วการพิงการเอนแม้เพียงเล็กน้อยก็เว้นขาด เนสัชชิกธุดงค์ถือว่าเป็นการทำความเพียรที่ทำได้ยาก โดยมากจะพบในพระฝ่ายอรัญญวาสีเช่นสายของหลวงปู่มั่น แต่หลวงปู่ฉาบพระบ้านเราถือปฏิบัติความเพียรกล้าเช่นนี้ด้วย ถือเป็นความปีติอิ่มเอิบใจและภาคภูมิใจของคนชัยนาทยิ่งนักครับ12:16:37 ศุกร์ 29 เม.ย.752
16
รูปหล่อหลวงพ่ออิน วัดหางน้ำฯ
5500ไม่หายาก ไม่ตำนาน ไม่นำเสนอ...รูปหล่อหลวงพ่ออิน วัดหางน้ำฯพระผู้เป็นครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อโอ เป็นรูปหล่อที่สร้างขึ้นในสมัยหลวงพ่อโอ ู่ในราวๆปี ๒๕๐๐ ศิลปะคล้ายคลึงกันกับรูปหล่อเนื้อตะกั่วรุ่นแรกของหลวงพ่อโอและหลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว ถือได้ว่าเป็นวัตถุมงคลรุ่นแรกที่เป็นรูปท่าน เพราะในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่นั้นยังไม่เคยได้ยินว่าท่านสร้างวัตถุมงคลชนิดไหนไว้เลย อาจจะมีบ้างก็ประเภทตะกรุดเครื่องรางแต่ก็คงหาข้อยุติยากเต็มที ในด้านปริมาณการสร้างของรูปหล่อรุ่นนี้ไม่ทราบชัดแต่พบน้อยมาก โดยส่วนตัวเคยได้ยินคำบอกเล่าของนักสะสมรุ่นเก่าว่าวัตถุมงคลยุคแรกๆของหลวงพ่อโอนั้นมีการจัดสร้างรูปหล่อหลวงพ่ออินที่เป็นเนื้อตะกั่วด้วยแต่หายากมาก ข้าพเจ้าเองก็เหมือนจะเคยผ่านตาสภาพแบบสึกจนถึงแก่นเพียงองค์เดียวซึ่งก็นานมากแล้ว แสดงว่ามีอยู่น้อยจริง แต่ไอ้ครั้นจะบอกว่ามีเท่านั้นเท่านี้ อย่างที่ใครๆเขาชอบถือวิสาสะระบุจำนวนกันขึ้นมาเอง เพื่อให้ดูว่าจำนวนมีน้อยมากและจะได้ส่งผลให้เรียกราคาได้แพงๆ วิธีนั้นก็ไม่ใช่วิสัยของข้าพเจ้า เอาเป็นว่ารู้แค่ไหนก็อธิบายไว้แค่นั้นก็แล้วกัน เรื่องไหนที่ยังไม่มีหลักฐานก็จะไม่กล่าวลอยๆ อาจจะมีบ้างในลักษณะที่เป็นข้อสันนิษฐานแต่ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ตายตัว....ที่ใต้ฐานของรูปหล่อจะเห็นว่ามีรูเล็กๆอยู่ ได้พยายามใช้ไฟแรงสูงส่องเข้าไปแล้วใชกล้องขยายซูมดูเห็นว่าเป็นวัตถุมีลักษณะเป็นเยื่อๆผงๆสีออกน้ำตาล ก็เป็นไปได้ที่จะบรรจุอัฐิหรือเถ้าอังคารของหลวงพ่ออินเอาไว้ ซึ่งทำให้นึกถึงรูปหล่อเนื้อตะกั่วของหลวงพ่อพิธ วัดฆะมังที่ออกที่วัดหัวดงในปี ๒๕๐๐ ซึ่งนอกจากศิลปะจะใกล้เคียงกันแล้ว ที่ใต้ฐานก็มีรูและบรรจุอัฐิของหลวงพ่อพิธเอาไว้ด้วย แต่ในกรณีรูปหล่อหลวงพ่ออินนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าบรรจุอะไรเอาไว้แน่ จึงยังไม่ขอยืนยัน แต่ถ้าเป็นเช่นข้อสันนิษฐานนี้จริงก็สอดคล้องกับปริมาณที่มีอยู่น้อย เพราะปริมาณอัฐิที่นำมาบรรจุคงมีไม่มากนัก15:52:28 อาทิตย์ 20 ธ.ค.776
17
ตะกรุดหลวงพ่อพริ้ง วัดช้างเผือก ชัยนาท
6500ตะกรุดหลวงพ่อพริ้ง ถาวโร อมตะเถราจารย์ที่สังขารไม่เน่าเปื่อย แม้ถูกปล่อยทิ้งอยู่ในโลงไม้ธรรมดากลางวัดร้างนับ 10 ปี หลวงพ่อพริ้งท่านเป็นศิษย์ในสายหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่าและสายหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ โดยตัวท่านเองเดิมนั้นมีนามสกุล"เงินแพทย์"ทั้งนายฉิม เงินแพทย์ผู้เป็นบิดาและหมออ่อนเงินแพทย์ผู้เป็นอา ล้วนเป็นศิษย์ใกล้ชิดของหลวงปู่ศุข รวมทั้งตัวท่านเองก็บวชเณรรับใช้หลวงปู่มาตั้งแต่เล็กส่วนความใกล้ชิดกับหลวงพ่อเดิมนั้นท่านเล่าให้ลูกศิษย์ท่านฟังว่าหลวงพ่อเดิมมรณะภาพคาตักท่าน รู้สึกว่าท่านจะผูกพันธ์กับหลวงพ่อเดิมเป็นพิเศษ ดังจะเห็นได้ว่าเหรียญเสมาสองหน้าก็มีรูปหลวงพ่อเดิมอยู่ด้านหน้า รูปถ่ายท่านก็พบชนิดที่เลี่ยมประกบกับรูปหลวงพ่อเดิมด้วย ถ้าตามประวัติแล้วหลวงพ่อเดิมท่านเป็นผู้ที่แก้ไขอาการคลั่งวิชาให้กับท่าน ส่วนที่เคยเขียนไว้ว่าหลวงพ่อเดิมท่านเป็นอุปัฌชาย์ให้ท่านนั้น สอบทานแล้วน่าจะคลาดเคลื่อนและยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนในขณะนี้ นอกจากสองอาจารย์ใหญ่นี้แล้วท่านยังจาริกธุดงค์เสาะหาวิชาเพิ่มเติมของท่านไปทั่วทุกภาคของประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง ได้ชื่อว่าเป็นผู้คงแก่เรียนจนออกแนวร้อนวิชาก็ว่าได้ โดยเฉพาะในด้านความอยู่ยงคงกระพัน เชื่อกันว่าหลวงพ่อสำเร็จวิชาคงกระพันขั้นสูงเลยทีเดียว ลุงบัติศิษย์ใกล้ชิดท่านเล่าว่าทุกครั้งที่ท่านป่วยไม่ว่าใครก็ไม่สามารถทิ่มเข็มให้ทะลุผิวหนังของท่านได้นอกจากท่านจะฉีดของท่านเอง แม้แต่เส้นผมหนวดเคราท่านก็อยู่คงต่อคมมีดโกนด้วยเช่นกันทุกวันปลงท่านจะต้องทำการปลงผมของท่านเองทุกครั้ง ในสมัยนั้นอาจารย์สักยันต์ที่ไหนดังๆท่านมักจะไปลองเสมอ สุดท้ายอาจารย์สักเหล่านั้นก็ต้องยอมสิโรราบต่อหลวงพ่อถึงกับขอเป็นศิษย์บ้างก็มี เหตุเพราะไม่ว่าจะแทงเข็มสักอย่างไรปลายเข็มอันแหลมคมก็ไม่สามารถทะลุผ่านผิวหนังของท่านไปได้ หลวงพ่อพระครูศักดิ์ วัดบ่อแร่ เล่าว่าสมัยที่หลวงพ่อพริ้งท่านมาจำวัดที่บ่อแร่ท่านเคยแสดงวิชาชักสังวาลย์ให้ดู คาถาของท่านจะออกเสียงเป็นภาษาแขก(ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นชาตรีแขกเฮกังกิงฯหรือที่เรียกกันว่าวิชา ๙ เฮ) เมื่อท่านบริกรรมคาถาขนตามเนื้อตามตัวของท่านจะลุกซู่ชูชันอย่างเห็นได้ชัด ท่านว่าถ้าถึงขั้นนี้แล้วให้ทดลองได้ แต่พระครูศักดิ์ก็ไม่ได้ทดลอง และเนื่องจากชื่อเสียงในทางคงกระพันมหาอุดของท่านนี่เอง จึงทำให้ลูกศิษย์ลูกหาของหลวงพ่อพริ้งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการในแวดวงทหารหาญ และไม่ใช่แค่ภายในประเทศเท่านั้น พระครูศักดิ์ วัดบ่อแร่ศิษย์ใกล้ชิดหลวงพ่อพริ้งเล่าว่า ครั้งหนึ่งนายทหารยศระดับนายพลของประเทศลาวเคยอาราธนานิมนต์ท่านไปยังประเทศของตน หลวงพ่อพระครูศักดิ์ วัดบ่อแร่เล่าให้ฟังว่าการข้ามไปฝั่งลาวในคราวนั้นสร้างชื่อเสียงให้แก่ท่านเป็นอย่างมาก เหตุเพราะนายพลท่านนั้นทำการทดลองอานุภาพตะกรุดของหลวงพ่อโดยเอาตะกรุดทั้งเส้นพันเข้ากับลูกระเบิดแล้วถอดสลักขว้างออกไป ผลปรากฎว่าระเบิดมือที่มีอานุภาพในการทำลายล้างสูงก็เป็นเหมือนลูกน้อยหน่ากลิ้งขลุกๆอยู่บนพื้นดินเท่านั้น กลไกของลูกระเบิดไม่ทำงาน ลูกระเบิดไม่ดังแต่หลวงพ่อดังยิ่งกว่าระเบิด พระมหาเปรียญของประเทศลาวที่อยู่ในเหตุการณ์ในขณะนั้นถึงกับขอติดตามท่านมายังเมืองไทยเพื่อศึกษาวิชาจากท่าน เรื่องตะกรุดของท่านนี้มีอยู่ครั้งหนึ่ง(น่าจะราวปี2510กว่าๆสมัยที่หลวงพ่อยังอยู่ที่วัดสามัคคีธรรม)หลวงพ่อมอบตะกรุดให้ลุงบัติมาสามดอกเพื่อให้มาบอกบุญ ในขณะที่ลุงบัติพักอยู่ที่วัดสิงห์สถิตมีเสือ 2 คนหนีตำรวจเข้ามาหลบซ่อนตัวอยู่ในวัด พอมันรู้ว่าลุงบัติมีตะกรุดหลวงพ่อพริ้งอยู่มันจึงขอทำบุญกันไป 1 ดอกเป็นเงิน 500 บาท หลังจากนั้นไม่นานตำรวจก็ตามมาพบทำการล้อมจับอยู่รอบวัด ไอ้เสือสองตัวรู้ว่าตำรวจล้อมต่างก็ยื้อแย่งตะกรุดกัน ไอ้คนหนึ่งได้ดอก ไอ้คนหนึ่งได้สาย แล้วมันก็วิ่งฝ่าวงล้อมออกไปตำรวจที่ล้อมจับอยู่ก็ระดมยิงใส่สาดกระสุนออกไปเป็นห่าฝนแต่ปรากฏว่าไม่มีกระสุนนัดใดแตะต้องร่างกายของเสือร้ายทั้งสองคนนั้นได้เลย สองเสือร้ายฝ่าวงล้อมตำรวจหลบหนีไปได้ต่อหน้าต่อตาตำรวจหลายสิบนาย ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไปจนทำให้ สส.ประสิทธิ์ ดอนโพธิ์งาม มาขอบูชาไปหนึ่งดอกให้ค่าบูชาไว้ 2,500 บาท และเจ๊กในตลาดวัดสิงห์เอาไปอีกหนึ่งดอกให้ค่าบูชาไว้ 1,000 บาท ....ตะกรุดของหลวงพ่อพริ้งนี้ ข้าพเจ้าได้ลองสืบหาในพื้นที่พบแค่เพียงดอกเดียว เหตุเพราะว่าตะกรุดของหลวงพ่อทหารจะสั่งจองเอาไว้แทบทั้งหมด เพราะฐานะของชาวบ้านเองในสมัยนั้นก็ค่อนข้างอัตคัดขัดสน สนใจแต่เรื่องการทำมาหากินเป็นหลัก ส่วนตะกรุด ๕ ดอกชุดนี้เดิมเป็นของพลตรีจุมพล ทองทาบ ผบ.ทบ.๖(ค่ายสรรพสิทธิประสงค์) จ.อุบลราชธานี โดยมีมือซื้อติดต่อเช่าซื้อออกมาจากทายาทของท่านอีกทีหนึ่ง ข้าพเจ้าลองสืบค้นประวัติของท่านพลตรีจุมพลในกูเกิลพบว่าท่านเป็นประธานในการจัดสร้างเหรียญ“เบ็ญจะมหามงคล”หรือที่วงการนิยมเรียกกันว่า "เหรียญฟ้าลั่น" ของวัดสุปัฏนารามวรวิหารเมื่อปี ๒๕๑๖ ด้วย แต่จะมีความสัมพันธ์กับหลวงพ่อพริ้งยังไงนั้นไม่ทราบได้ พบแต่วัตถุมงคลของหลวงพ่อพริ้งจะถูกเก็บแยกไว้ต่างหากแล้วเขียนชื่อหลวงพ่อใส่เศษกระดาษเอาไว้ ซึ่งมีทั้งแหวนโล่ห์ เหรียญเสมาคู่กับหลวงพ่อเดิม ผ้ายันต์สกรีนเป็นรูปท่านในท่านั่ง พระผงสีเขียวและสมเด็จหลังเงา นอกจากที่มาที่ชัดเจนนี้แล้วข้าพเจ้ายังนำมาตรวจสอบกับลักษณะตะกรุดที่พบในพื้นที่ด้วย ซึ่งถึงแม้วัสดุและจำนวนดอกจะแตกต่างกันบ้าง แต่ลายถักหุ้มดอกตะกรุดเป็นลายเดียวกัน ในส่วนของสายคาดซึ่งอาจจะทำจากเชือกที่ใช้วัสดุต่างกัน แต่ลายถักเป็นลายท้องตะขาบเช่นเดียวกัน และไม่ใช่สังเกตแค่ลายท้องตะขาบเท่านั้น แม้ช่วงปลายของสายคาดที่เป็นปลายเชือกสำหรับร้อยเข้าไปในบ่วงและช่วงกกที่ทำเป็นบ่วง ลายถักในแต่ละช่วงก็เป็นลายเดียวกันทุกประการ จึงเป็นเครื่องยืนยันความมั่นใจได้อีกทางหนึ่งว่าตะกรุดนี้เป็นของหลวงพ่อพริ้งไม่ผิดเพี้ยน และยังได้แนวทางในการสังเกตลายถักและลักษณะตะกรุดของท่านเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย สำหรับยันต์ที่ลงในตะกรุดยังไม่เคยคลี่ดูเนื่องจากพบน้อยมากดังที่กล่าวไปแล้ว แต่เท่าที่พบแผ่นจารที่ตกค้างที่วัด ซึ่งเป็นแผ่นจารที่ทำการตีตารางทิ้งไว้ ดูจากตารางเป็นลักษณะของตารางยันต์โสฬสบ้าง ตารางยันต์อะสีสะติบ้าง แผ่นจารที่เพียงแต่ตีตารางทิ้งไว้นี้ ท่านเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันเล่าว่ามีทหารนำไปทดลองยิง ก็ยังยิงไม่ออก ยันต์โสฬสและยันต์อะสีสะตินี้ยังพบในต้นแบบภาพยันต์ที่มีรูปหลวงพ่อยืนถือไม้เท้า ซึ่งเป็นยันต์ลายมือของหลวงพ่อเขียนไว้เอง ยันต์ใหญ่มีทั้งหมด ๔ ยันต์ คืออะสีสัตติ,โสฬส,พระเจ้า ๑๖ พระองค์และอิติปิโสเกราะเพชร จึงสันนิษฐานว่าทั้ง ๔ ยันต์นี้น่าจะเป็นยันต์ที่ท่านนิยมใช้ลงตะกรุด19:59:04 พฤหัสบดี 03 มี.ค.2119
18
ศิลปะมนตรา
5500เขี้ยวเก่าไม่ทราบชนิด แกะเสือย่องจ้องเหยื่อ แกะเก่าคลาสสิคดูมีชีวิตชีวา ใต้ฐานมีจารธาตุสี่ นะมะพะทะ...ไม่รู้ที่ครับ เอาเป็นว่าเป็นเครื่องรางที่มีความสุดยอดด้านศิลปะและแฝงไว้ด้วยมนตรา04:08:15 อาทิตย์ 20 ก.ย.658
19
ธนบัตร ร.8แบบ8หลวงพ่อแอ๋วลงอักขระปลุกเสก
3500(ธนบัตร ร.8 แบบ 8 พิมพ์สหรัฐ ลายเซ็นศรีวิสารวาจา ชนิด 5 บาท)..ธนบัตรพิมพ์นี้เป็นธนบัตรที่พิมพ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 8 จัดเป็นธนบัตรไทยแบบที่ 8 มีความพิเศษที่เป็นธนบัตรแบบแรกและแบบเดียวในขณะนั้นที่สั่งพิมพ์มาจากสหรัฐอเมริกา(ซึ่งโดยปกติจะสั่งพิมพ์ประจำที่บริษัทโทมัสฯประเทศอังกฤษ) ทั้งนี้ก็เนื่องจากผลกระทบจากภัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้อธิบายความเป็นมาไว้ดังนี้..เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพายุติลงในเดือนสิงหาคม ๒๔๘๘ รัฐบาลไทยได้สั่งพิมพ์ธนบัตรไปยังบริษัท โทมัส เดอ ลา รู จำกัด อีกครั้ง แต่โรงพิมพ์ของบริษัทได้รับความเสียหายจากสงคราม ไม่สามารถพิมพ์ให้ได้ รัฐบาลไทยจึงติดต่อให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจัดพิมพ์ธนบัตรให้ชั่วคราว โดยโรงพิมพ์ธนบัตร กระทรวงการคลัง (Bureau of Engraving and Printing, Treasury Department) ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นผู้ทำแม่แบบแม่พิมพ์ธนบัตร และว่าจ้างให้บริษัท ทิวดอร์ เพรส จำกัด (Tudor Press Inc.) เป็นผู้พิมพ์ ด้านหน้าเชิญพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเมื่อทรงพระเยาว์เป็นภาพประธาน และภาพพระปฐมเจดีย์เป็นภาพประกอบของแต่ละชนิดราคา ส่วนด้านหลังเป็นภาพรัฐธรรมนูญประดิษฐานเหนือพานแว่นฟ้า มี ๕ ชนิดราคา ได้แก่ ๑ บาท ๕ บาท ๑๐ บาท ๒๐ บาท และ ๑๐๐ บาท เริ่มออกใช้เมื่อพุทธศักราช ๒๔๘๙ ในรัชกาลที่ ๙ เนื่องจากธนบัตรแบบแปดสั่งพิมพ์ในรัชกาลที่ ๘ แต่ส่งเข้ามาถึงประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม ๒๔๘๙ ซึ่งขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว....... ราคาการสะสมแตกต่างกันไปตามชนิดราคา ชนิด 5 บาทแพงกว่าชนิด 1 บาท 3-4 เท่าตัว......ความหายากของธนบัตรฉบับประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ 8 ผนวกกับอักขระเลขยันต์และมนต์ขลังแห่งหลวงพ่อแอ๋ววาจาสิทธิ์ผู้ประสิทธิ์ประสาท..ถือว่าทรงคุณค่าเป็นทวีคูณครับ19:55:52 จันทร์ 14 ก.ย.491
20
สมเด็จงาแกะหลวงพ่อป๊อก วัดโบสถ์ อุทัยธาน
6500เกจิผู้เรืองเวทย์ของจังหวัดอุทัยอีกท่าน ซึ่งเป็นผู้เดียวที่ได้รับเลือกให้เป็นประธานในการประกอบพิธีอัญเชิญหลวงพ่อพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์จากวัดขวิดมายังวัดสังกัสรัตนคีรี เมื่อปี 2471อีกทั้งยังเป็นปรมาจารย์ด้านการสัก เชื่อกันว่าใครมีรอยสักแปดทิศของหลวงพ่อป๊อกอยู่กลางกระหม่อม แมลงวันจะไม่มีวันได้กินเลือด ผู้ที่รับการสักกับท่านเล่าว่าหลวงพ่อป๊อกท่านจะแสดงบันดาลโทสะเพื่อทดสอบศรัทธา ถ้าใครโดนด่าโดนตวาดครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ศรัทธายังไม่ท้อถอยท่านจึงจะสักให้ สักเสร็จก็ทดลองฟันกันตรงนั้นเลย เป็นเกจิที่มีชื่อด้านคงกระพันมากที่สุดในสมัยนั้น03:48:15 อาทิตย์ 20 ก.ย.1109
21
ปิดตามหาอุตม์เนื้อปรอทหลวงพ่อสิน
15000ปิดตาเนื้อปรอทหลวงพ่อสิน วัดหนองเต่า...ปรมาจารย์ใหญ่สายอุทัยธานีอีกท่าน องค์นี้มีคราบ มีไขบางๆกระจัดกระจายอยู่เกือบทั่วทั้งองค์และมีลักษณะคล้ายไข่แมงดาขึ้นอยู่ประปราย ด้านหลังผิวภายนอกมีการกระเทาะหลุดล่อนไปบางส่วน ทำให้เห็นชัดว่าผิวโลหะชั้นนอกทำปฏิกิริยากับสิ่งแวดล้อมภายนอกจนก่อตัวเป็นชั้นสนิมตามกาลเวลา..ปรากฎการณ์เช่นนี้เป็นยิ่งกว่าใบเซอร์ครับ19:26:14 จันทร์ 14 ก.ย.1618
22
มีดหลวงพ่อคำ ชาตะสุโข นครสวรรค์
7500มีดกั่นลายดอกไม้ เป็นมีดยุคแรกๆครับยังไม่นิยมตอกชื่อ สังเกตว่ามีดรุ่นที่ออกราวๆปี๒๕๒๐ขึ้นมาเริ่มมีการตอกชื่อ แต่รุ่นนี้ก็มีเอกลักษณ์ที่มีการตอกลายดอกไม้ไว้ที่กั่น โดยส่วนตัวตั้งแต่เก็บมาเพิ่งสัมผัสเล่มนี้เป็นเล่มที่ ๓ เท่านั้นครับ ซึ่งทั้งหมดเป็นด้ามไม้ฝักไม้ทั้งสิ้น ต่างกันแต่ขนาดถ้าจำไม่ผิดสองเล่มที่ผ่านมาจะเป็นขนาดเล็ก และขนาดกลาง ส่วนเล่มนี้ไซด์ใหญ่กว่าที่เคยพบมาโดยมีความยาวของใบมีด ๖ นิ้ว วัดรวมฝัก ๑๑ นิ้ว เจ้าของเดิมฝนคมไว้ซะด้วย ท่าจะบู๊ไม่เบาครับ17:24:39 เสาร์ 05 ก.ย.1332
23
พระพิมพ์ซุ้ม บ.ร.หลวงพ่อเคลือบ วัดบ่อแร่
99999พระชินตะกั่วพิมพ์ซุ้ม บ.ร.ของหลวงพ่อเคลือบ วัดบ่อแร่เป็นพระพิมพ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในบรรดาพระพิมพ์เนื้อชินตะกั่วของวัดบ่อแร่ทั้ง 11 พิมพ์ และเป็นธรรมดาที่ย่อมจะเป็นพิมพ์ที่มีของเลียนแบบมากที่สุดด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งมีตั้งแต่ฝีมือหยาบๆไปจนถึงขั้นปราบเซียน เพื่อเป็นแนวทางในการสะสมที่ถูกต้องชัดเจน และประกอบกับความศรัทธาที่ข้าพเจ้ามีต่อหลวงพ่อโดยส่วนตัว จึงได้ทำการค้นคว้าหาหลักฐานและสืบหาบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับการจัดสร้างพระพิมพ์ในครั้งนั้น จนกระทั่งค้นพบแม่พิมพ์ชุดหนึ่งที่ถูกเก็บรักษาอยู่ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า ข้าพเจ้าและพระครูสถิตชยานุรักษ์ เจ้าคณะตำบลบ่อแร่ จึงได้ไปขออนุญาตินำกลับมาเก็บรักษา ณ วัดบ่อแร่ตามเดิม ซึ่งการค้นพบแม่พิมพ์ทำให้สามารถศึกษารายละเอียดในพิมพ์ได้อย่างชัดเจนที่สุด เพราะเป็นการศึกษาจากแม่พิมพ์ต้นฉบับโดยตรง โดยการใช้ดินน้ำมันกดลงไปในแม่พิมพ์ ความละเอียดและอ่อนตัวของดินน้ำมันจะสามารถเก็บรายละเอียดในพิมพ์ได้อย่างครบถ้วน แล้วจึงนำมาพิจารณาเปรียบเทียบจุดสังเกตต่างๆกับพระพิมพ์ที่มีอยู่ การค้นพบแม่พิมพ์ทำให้ทราบว่าเป็นแม่พิมพ์ที่แกะจากหินลับมีดโกน แต่ถูกตัดแบ่งออกเป็นสองก้อน ก้อนหนึ่งแกะเป็นแม่พิมพ์ทรงสี่เหลี่ยมพิมพ์ซุ้ม บ.ร.ซึ่งมี 2 พิมพ์ คือพิมพ์สี่เหลี่ยมซุ้ม บ.ร.แบบ “อกร่อง” กับพิมพ์สี่เหลี่ยมซุ้ม บ.ร. “แบบอกวี” แต่น่าประหลาดที่พื้นผิวของแม่พิมพ์พิมพ์ “อกร่อง” นี้ไม่มีร่องรอยของการเทด้วยโลหะที่มีความร้อนสูงมาก่อนเลย ทั้งๆที่พิมพ์ทรงก็แกะได้อย่างงดงาม ตัวอักษรย่อมีความชัดเจน เส้นสายทุกอย่างดูลงตัว แต่น่าเสียดายที่เหมือนจะไม่มีการเทพระพิมพ์นี้ออกมาและก็ไม่เคยมีใครพบเห็นหรือได้ยินว่ามีพระพิมพ์นี้อยู่ด้วย นอกจากนี้ข้าพเจ้ายังได้ตั้งข้อสังเกตตัวอักษรย่อที่แกะขนาบทั้งสองข้างขององค์พระแล้ว เห็นว่าพิมพ์อกร่องนั้นแกะเป็นตัว บ.ใบไม้ กับตัว ร.เรือ ชัดเจน ( บ.ร.ซึ่งย่อมาจาก”บ่อแร่”) แต่พิมพ์อกวีนั้นข้าพเจ้ายังมีความเห็นว่าอาจจะตั้งใจแกะเป็นตัว บ.ใบไม้ กับ ตัว ธ.ธง (บ.ธ.ซึ่งอาจจะย่อมาจาก “บ่อแร่ ธรรมเจริญศรี”ซึ่งเป็นชื่อวัดแบบเต็มๆที่หลวงพ่อเคลือบท่านนิยมใช้ และอาจเป็นสาเหตุให้เลือกเทเฉพาะพิมพ์อกวีที่มีตัวย่อ บ.ธ.เท่านั้น แต่เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ก็ขออนุโลมเรียกพระพิมพ์อกวีนี้ว่าพิมพ์ซุ้ม บ.ร. ไปตามความเข้าใจที่มีอยู่เดิม ส่วนแม่พิมพ์อีกก้อนหนึ่งแกะเป็นพิมพ์สามเหลี่ยมหน้าจั่วพิมพ์ใหญ่ฐาน 3 ชั้นและพิมพ์สามเหลี่ยมหน้าจั่วนางพญาพิมพ์ฐานตาราง(สอดคล้องกับคำบอกเล่าของพระครูฯบุญธรรมที่เล่าว่าครั้งแรกนั้นมีอยู่สองพิมพ์คือสี่เหลี่ยมกับสามเหลี่ยม) ด้านหลังของแม่พิมพ์ทั้งสองก้อนนี้มีตัวหนังสือไทยจารึกเอาไว้ แม่พิมพ์สี่เหลี่ยมซุ้ม บ.ร.จะจารึกคำว่า “วัดบ่อ” ส่วนด้านหลังของแม่พิมพ์สามเหลี่ยมใหญ่ จะจารึกคำว่า “แร่” เมื่อเอาทั้งสองก้อนมาประกบกันจะอ่านได้ความว่า “วัดบ่อแร่” พระครูศักดิ์ วัดบ่อแร่อดีตเจ้าอาวาสวัดบ่อแร่ผู้มีศักดิ์เป็นหลานและเคยอยู่รับใช้หลวงพ่อเคลือบ มาตั้งแต่เด็กเคยเล่าให้ฟังว่า เวลาหลวงพ่อเข้าไปในกุฏิเพื่อปลุกเสกพระ แกเคยแอบเข้าไปสังเกตการณ์อยู่ใต้ถุนกุฏิ ว่าท่านจะใช้คาถาอะไรเสก แต่แทนที่จะได้ยินเสียงท่องคาถาของหลวงพ่อ กลับเป็นเสียงเหมือนพระตะกั่ววิ่งวนไปในบาตรส่งเสียงเกรียวกราวไปหมด ท่านฟังไปก็ขนลุกไป จนทนอยู่ไม่ได้เพราะเกรงอำนาจของหลวงพ่อ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงอำนาจจิตที่กล้าแข็งของท่านได้อีกประการหนึ่ง เรื่องราวลักษณะนี้ทำให้นึกถึงเรื่องการปลุกเสกรูปหล่อปั๊มของหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพที่เสกจนวิ่งวนบาตรเช่นกัน มีอีกประสบการณ์หนึ่งซึ่งได้รับการถ่ายทอดเรื่องราวจากคุณสุเทพ จิรวัฒน์สุนทร หรือที่รู้จักกันในนาม “ เทพ กำแพง” เซียนพระชี่อดังผู้ได้ฉายา “เซียนพระจอมเทคโอเวอร์”ซึ่งลำพังพระเครื่องที่ซื้อยกรังจากพิพิธภัณฑ์กำนันชูชาติ,รังของ พล.ต.อ.สนอง วัฒนวรางกูร และรังของคุณเชาว์ ริเวอร์ 3รังนี้รวมกันก็น่าจะมีปริมาณพระหลักที่สุดจะประเมินได้ แต่คุณเทพ กำแพงก็ยังนิยมเก็บสะสมหลวงพ่อเคลือบ วัดบ่อแร่เป็นการส่วนตัว สาเหตุที่สนใจสะสมพระเครื่องของหลวงพ่อเคลือบ วัดบ่อแร่นั้นคุณเทพ กำแพงได้เล่าว่ามีเพื่อนรุ่นพี่ท่านหนึ่งซึ่งอดีตเป็นมือปืนรับจ้าง ได้มารับงานทางแถบชัยนาทโดยมีเป้าหมายเป็นเสือร้ายนายหนึ่งแห่งบ้านกุดจอก ซึ่งได้ทำการซุ่มยิงเป้าหมายรายนี้อยู่เกือบ10ครั้ง ในแต่ละครั้งมีลูกน้องไปด้วยกันอีก4-5คนแต่ละคนมีอาวุธปืนสำหรับสังหารยี่ห้อดังๆหลายชนิด แต่ปรากฎว่าแต่ละครั้งที่ทำการซุ่มยิงไม่มีปืนชนิดไหนจุดดินระเบิดให้ประทุได้เลย แม้จะทำการแก้เคล็ดด้วยวิธีทางไสยศาสตร์ครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม จนกระทั่งยอมเปลี่ยนใจแล้วเข้าไปตีสนิทขอเป็นเพื่อน เพื่อต้องการทราบว่าเสือร้ายผู้นี้ใช้ขของดีอะไรติดตัว ปรากฏว่าของดีที่เสือร้ายผู้นี้ติดตัวเป็นประจำล้วนแต่เป็นวัตถุมงคลของหลวงพ่อเคลือบ วัดบ่อแร่ทั้งสิ้น ซึ่งมีทั้งหมดสามชิ้นคือ 1.รูปถ่ายข้าวหลามตัด 2.พระชินตะกั่วพิมพ์สี่เหลี่ยม(แต่จำไม่ได้ว่าสี่เหลี่ยมพิมพ์ไหน) 3.พระปรอทพิมพ์สามเหลี่ยม ( องค์นี้ขอดใส่ผ้าพันไว้ที่ต้นแขน ซึ่งพระพิมพ์นี้เป็นพระตลาดในสมัยก่อนที่หลวงพ่อรับมาเสกแจกอีกที หากจะเช่าซื้อต้องดูที่มาเป็นสำคัญ) ต้องขออนุญาติสงวนนามของผู้ที่ถูกกล่าวถึงไว้ ณ ที่นี้ เพราะโดยอาชีพแล้วย่อมไม่เหมาะต่อการเปิดเผย19:14:41 เสาร์ 04 กรกฏาคม1878
24
ตะกรุดรุ่นแรกหลวงพ่อคำ ชาตะสุโข
13500ตะกรุดรุ่นแรกหัวท้ายโผล่ สามกษัตริย์ครับ ทองแดง ตะกั่ว ทองเหลือง ชุบรักแท้..เต็มสูตรสวยสุดมันส์สุดเท่าที่พบมา19:08:54 เสาร์ 04 กรกฏาคม1411
25
แหวนลงยาแดงครึ่งองค์หลวงพ่อคำ ชาตะสุโข
2500เนื้ออัลปาก้าลงยาสีแดง เป็นแหวนยุคแรกๆน่าจะราวๆปี251กว่าๆรุ่นนี้พบสองแบบคือแบบนั่งเต็มองค์และแบบครึ่งองค์ เคยพบอยู่2สีคือสีแดงและน้ำเงิน..พบน้อยครับ03:50:41 อาทิตย์ 20 ก.ย.906
26
หลวงพ่อคำ ชาตะสุโข..หน้าใหญ่(นิยม)
7500เป็นหล่อโบราณเนื้อโลหะผสมแก่ทองเหลืองรุ่นแรกสร้างในปี2506 ปีเดียวกันกับรุ่น นว.(ตัวย่อ)ซึ่งรุ่น นว.น่าจะสร้างก่อนแต่ในปีเดียวกัน รุ่นนี้ด้านหลังใช้คำว่า"นครสวรรค์"ไม่ได้ใช้ตัวย่อเหมือนรุ่น"น.ว." จึงเรียกกันว่ารุ่น"นครสวรรค์เต็ม" มี3พิมพ์คือ ใหญ่,กลางและเล็ก..พิมพ์หน้าใหญ่นิยมสุด หายากสุดและคลาสสิคสวยขลังแบบสุดๆเช่นกัน17:26:26 เสาร์ 05 ก.ย.824
27
มหาอุดเมฆพัตร วัดหลวงฯสรรพยา
9000((( ปิดตาเมฆพัตวัดหลวงฯ))) เจ้าคุณอุดรคณารักษ์ (ศรี) พื้นเพเดิมเป็นคนสรรพยา ปีเกิดไม่ทราบชัดนักทราบแต่ปีมรณะภาพตรงกับปี ๒๔๘๗ ขณะอายุได้ ๘๑ จึงพออนุมาณปีเกิดของท่านได้ว่าน่าจะอยู่ราวๆปี ๒๔๐๖ โดยประมาณ มีข้อมูลปรากฎว่าเมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๒ ได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากพระครูไพโรจน์ราชสังฆาราม เป็นพระอุดรคณารักษ์ พระฐานานุกรมพระราชาคณะปลัดฝ่ายซ้าย คู่กันกับ พระทักษิณคณิสร (สาย) เป็นปลัดฝ่ายขวา ในพระอัฐิสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส จำพรรษาที่วัดพระเชตุพนฯ สำหรับกิตติคุณของท่านเจ้าคุณศรีฯท่านนี้ก็ถือว่าไม่ธรรมดาเพราะแม้ในงานพิธีพุทธาภิเษกพระพิมพ์นาคปรกใบมะขามของวัดอนงค์เมื่อปี ๒๔๖๓ ท่านเจ้าคุณศรีก็็เป็น ๑ ใน๔ ยอดคณาจารย์ที่นั่งปรกปลุกเสกในคราวนั้นด้วย ซึ่งประกอบด้วยสมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศนเทพวราราม ขณะดำรงตำแหน่งที่ "พระพรหมมุนี" (แต่ข้อมูลนี้ภายหลังทางสายปทุมธานีเปิดเผยว่าในภาพพิธีปลุกเสกที่เข้าใจกันว่าเป็นสมเด็จพระสังฆราชฯแพนั้นแท้จริงเป็นภาพของหลวงพ่อกรุด วัดหงษ์สา ปทุมธานี ข้าพเจ้าเองพิจารณาสรีระรูปร่างแล้วก็เห็นด้วยว่าควรจะเป็นหลวงพ่อกรุด วัดหงษ์สา)๒.สมเด็จพระพุฒาจารย์นวม วัดอนงคาราม ขณะดำรงตำแหน่งที่ "พระรัชชมงคลมุนี" ๓.พระครูวิมลคุณากร (ศุข) วัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท ๔.พระอุดรคณารักษ์ (ศรี) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร และเห็นว่าวัดหลวง(แต่เดิมชื่อวัดบัวหลวง) เริ่มชำรุดทรุดโทรมลงไปมาก ท่านจึงเป็นผู้ริเริ่มบุกเบิกบูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะหลายอย่างให้เจริญรุ่งเรืองขึ้น อาทิโบสถ์ซึ่งสร้างในราว ๒๔๖๑-๒๔๖๖ วิหาร ซึ่งวิหารนี้จำลองมาจากวิหารประจำทิศของวัดพระเชตุพนฯ วัดหลวงจึงมีความเป็นแก่นสารขึ้นจนถึงปัจจุบัน ต่อมาภายหลังในปี ๒๔๙๔ เจ้าคุณสายบัวเจ้าอาวาสวัดหลวงจึงตั้งชื่อวัดขึ้นใหม่ว่า วัดหลวงสิริบูรณาราม(สิริ=ศรี) เพื่อเป็นเกียรติคุณให้แก่เจ้าคุณศรีฯผู้บูรณะนั่นเอง เจ้าคุณศรีท่านเป็นศิษย์หลวงปู่ทับ วัดอนงค์ผู้สร้างพระเนื้อเมฆสิทธิ์อันเกรียงไกร แต่พระปิดตาของเจ้าคุณศรีจะออกมาเป็นเนื้อเมฆพัตต่างจากของอาจารย์ท่าน ปิดตามหาอุดรุ่นนี้เองที่ถือว่าเป็นพระรุ่นแรกของวัดหลวงที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าลือกันว่าหลวงปู่ศุขและหลวงพ่อเฟื่องมาร่วมปลุกเสกร่วมกับเจ้าคุณศรี พิจารณาแล้วก็พอเห็นความเป็นไปได้ เพราะในประวัติวัดหลวงฯระบุว่าสร้างโบสถ์ในปี ๒๔๖๖ แสดงว่าเจ้าคุณศรีท่านต้องเข้ามาบุกเบิกวัดหลวงฯซึ่งในขณะนั้นเป็นวัดร้างก่อนหน้านั้นอยู่หลายปีพอควร จึงเป็นช่วงเวลาที่ทันอายุของหลวงปู่ศุขที่จะมาร่วมปลุกเสกได้ ปิดตามหาอุดรุ่นแรกของวัดหลวงนี้เท่าที่พบไม่ได้มีแค่เนื้อเมฆพัตเท่านั้นพบว่าเนื้อตะกั่วและเนื้อผงผสมว่านก็มี ส่วนในด้านพิมพ์ทรงมี ๒ พิมพ์คือพิมพ์ลอยองค์และพิมพ์จอบ มีรูปทรงเอกลักษณ์สวยงามไม่ซ้ำใคร ทางด้านเนื้อหาเป็นเนื้อเมฆพัต ซึ่งเป็นเนื้อเมฆพัตสูตรหมายถึงเมฆพัตที่สร้างและผสมตามสูตรโบราณเนื้อหาจะดูหนึกแน่น สีสันวรรณะจะออกดำมันมีกระแสคล้ายปีกแมลงทับ ไม่ใช่เมฆพัตโรงงานแบบทั่วๆไปซึ่งเนื้อจะออกฟ่ามๆและสีสันวรรณะออกจะดำด้านๆ ด้านหลังเป็นยันต์กระต่ายสามขาลงอักขระทั้งห้าช่องด้วยนะโมพุทธายะ ส่วนบนสุดมีการเข้าลวดทองแดงไว้สำหรับทำเป็นห่วงในตัว หลังจากรุ่นนี้ทางวัดหลวงก็ยังมีพระพิมพ์กลีบบัวเนื้อเมฆพัตออกมาแจกจ่ายอีกด้วย แต่เนื่องจากพระชุดกลีบบัวเป็นพระตลาดในสมัยนั้น บางที่ก็เล่นเป็นหลวงปู่บุญ วัดกลางฯ บางที่ก็เล่นเป็นหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ เนื่องจากไม่มีเอกลักษณ์เฉพาะจึงไม่ขอนำมากล่าวไว้ในที่นี้ ต้องขอบคุณท่านบาแดงไว้ ณ.ที่นี้ ที่จุดประกายเล็กๆเอาไว้ ให้ข้าพเจ้าได้แสวงหาเชื้อมาสุมให้ครุกรุ่นเป็นกลุ่มเป็นกองขึ้นมาได้ แหล่งข้อมูลสำคัญที่ท่านบาแดงแนะนำมีอยู่ ๒ ท่าน ท่านหนึ่งเป็นทนายอยู่แถบตลาดโพธิ์นางดำเป็นเซียนพระรุ่นเก่าครับ ซื้อขายพระหลัก แต่เก็บและใช้พระท้องถิ่นสรรพยาเท่านั้นและองค์ที่ต้องมีติดคออยู่เสมอก็คือรูปถ่ายหลวงพ่อพัด วัดยางหลังฉากลายดอกไม้เลี่ยมเงินเก่าแล้วเลี่ยมทองทับอีกที ท่านผู้นี้ก็สะสมปิดตาวัดหลวงชนิดที่ไม่ง้อขายเช่นกัน ส่วนอีกท่านเป็นเจ๊กซ่อมนาฬิกาเก่าอยู่ในตลาดสรรพยามีประสบการณ์การสะสมพระปิดตาเนื้อเมฆพัตวัดหลวงมานานปี อีกท่านที่ข้าพเจ้าได้ยินมาจากลูกหลานของเจ้าคุณศรีฯก็คือท่านเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันซึ่งท่านเคยได้รับฟังเรื่องเหล่านี้มาจากเจ้าคุณบัวอีกที.... ฝากเรื่องต่อไปยังคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ที่มีหัวใจใฝ่ศึกษา ถ้าปารถนารายละเอียดและความชัดเจนให้ยิ่งไปกว่านี้ ลองไปค้นคว้าดูครับ ถ้าได้ชุดข้อมูลที่มีความสมบูรณ์ครบถ้วนเมื่อไร ความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของท่านก็ยิ่งจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ของดีในตำนานก็จะถูกพลิกฟื้นกลับมาสู่ลูกหลานชาวสรรพยาอีกครั้ง20:00:11 พฤหัสบดี 03 มี.ค.1914
28
หล่อใหญ่หลวงพ่ออุ่น วัดบ้านควาย
16500งานหล่อโบราณนั้นถือว่ามีกรรมวิธีที่ค่อนข้างประณีตนับตั้งแต่การจัดเตรียมชนวนโลหะที่จะต้องลงอักขระปลุกเสกชนิดชิ้นต่อชิ้น วัสดุอื่นๆที่จะนำมาประกอบก็ต้องคัดสรรให้ถูกต้องตามตำรับตำรา ไม่ใช่สุกเอาเผากินสำเร็จมาจากโรงงานเฉกเช่นปัจจุบัน กว่าจะมาเป็นองค์พระแต่ละองค์ได้ ล้วนผ่านการใส่ใจมาแทบจะทุกกระเบียดนิ้ว ในส่วนของภาคกลางเรามีอารยธรรมรูปหล่อโบราณที่แพงที่สุดในโลก หลวงพ่อเงิน วัดบางคลานสุดยอดรูปหล่อโบราณเมืองไทย รองลงมาก็ได้แก่รูปหล่อโบราณที่ออกวัดหนองหลวงของเทพเจ้าแห่งวัดหนองโพ เพชรบูรณ์ก็หลวงพ่อทบ สุพรรณบุรีก็หลวงพ่อซวง ส่วนชัยนาทบุรีเราก็มีรูปหล่อโบราณของหลวงพ่ออุ่น วัดบ้านควายนี่แหละที่ไม่เป็นสองรองใครเช่นกันครับ ข้อมูลเบื้องต้นได้ความว่าสร้างเมื่อปี ๒๕๐๙ พร้อมรูปเหมือนเท่าองค์จริงของหลวงพ่อในการนี้ได้จัดสร้างเป็นพระบูชาขนาด ๕ นิ้ว และเนื้อโลหะที่เหลือได้จัดสร้างเป็นรูปหล่อโบราณองค์ค่อนข้างเขื่องด้วยหน้าตักประมาณ ๑ นิ้วสำหรับห้อยคอเป็นเนื้ออัลปาก้าสมัยเก่า คือผสมกันระหว่างเงินกับเครื่องทองเหลือง บางองค์แก่เงินก็ออกเป็นเนื้อเงิน บางองค์แก่ทองเหลืองก็ออกเป็นทองเหลือง บางองค์ที่อัตราส่วนใกล้เคียงกันก็ดูคล้ายอัลปาก้า ถ้าแบบครบสูตรจริงๆที่ใต้ฐานจะมีการบรรจุขี้ผึ้งอยู่ด้วย เท่าที่พบและรับฟังมาจากนักสะสมในพื้นที่พบว่ามี ๒ พิมพ์คือพิมพ์ป้ายสูงและพิมพ์ป้ายต่ำ (ป้ายหมายถึงป้ายชื่อซึ่งระดับของป้ายชื่อที่ติดอยู่กับฐานพระด้านหน้าจะไม่เท่ากัน) พิมพ์ป้ายสูงโหนกแก้มจะกว้างคางจะแหลม ส่วนพิมพ์ป้ายต่ำรูปหน้าจะได้สัดส่วนดูสวยงาม ความจริงควรจะเรียกว่าพิมพ์ฐานสูงและพิมพ์ฐานเตี้ยจะดูสากลกว่า แต่ก็ให้เกียรติ์คนพื้นที่โดยการเรียกตามต้นฉบับไปก่อน ส่วนต่อไปจะเห็นควรอย่างไรก็แล้วแต่วินิจฉัยของบรรดานักสะสม ทางด้านประสบการณ์ข้าพเจ้าเคยได้ยินจากอดีตเฒ่าแก่โรงสีในจังหวัดสุพรรณเล่าว่าเคยมีเหตุการณ์ชาวบ้านถูกโจรยิงจนล่วงบ้านแต่ไม่เข้า แถมลุกขึ้นมาได้ยังกลับวิ่งไล่ฟันโจรที่มีปืนซะกระเจิดกระเจิงไม่เป็นท่า นี่แหล่ะ..สุดยอดรูปหล่อโบราณแห่งเมืองชัยนาท17:43:31 เสาร์ 05 ก.ย.950
29
ตะกรุดถาดตราช้างหลวงพ่อไกร วัดใหญ่
22000((( ตะกรุดถาดตราช้างหลวงพ่อไกร วัดใหญ่ ชัยนาท ))) ...........นานๆจะพบทีครับสำหรับตะกรุดโทนที่ทำมาจากถาดตราช้างสมัยโบราณ นักสะสมรุ่นเก่าๆเล่าว่าตะกรุดของท่านส่วนใหญ่จะจารด้วย"นะมหาอุด"ตัวเดียวเท่านั้น แต่บางดอกก็พบบ้างที่จารสามตัวหรือห้าตัวแต่น้อยมาก เกร็ด"นะมหาอุด"นี้ข้าพเจ้าได้รับการถ่ายทอดเรื่องราวมาจากตาปลั่ง บ้านหัวตะเข้ผู้ที่ทำตะกรุดให้หลวงพ่อคำ วัดสระทะเลว่าหลวงพ่อคำท่านให้คาถามาบทเดียวสำหรับเสกตะกรุด ตาปลั่งเล่าว่าเป็นคาถา"นะมหาอุด"ของหลวงพ่อไกร วัดใหญ่ท่าฉนวนมีตัวคาถาว่าดังนี้ "นะอุด โมอัด นะปัด โมปิด พระเจ้าแผลงฤิทธิ์ปิดทวารทั้ง๙" ท่านว่าถ้าทำตะกรุดเสร็จแล้วให้ตั้งสมาธิภาวนาให้สุดลมแล้วเป่าเข้ากองตะกรุดพรวดเดียวพอ ข้าพเจ้าเห็นว่าน่าจะเป็นคาถา"นะมหาอุด"ที่หลวงพ่อไกรท่านใช้จารและเสกตะกรุดนี้จึงสอดแทรกเอาไว้ด้วย สำหรับประสบการณ์ขออนุญาตินำบทความจากเวปวัดใหญ่นำมาแทรกเสริม และขออนุญาติแก้ไขคำผิดและปรับปรุงบางประโยคเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ง่ายขึ้นไว้ดังนี้ "...จากนี้จะเล่าเรื่องตะกรุดของพลวงพ่อไกรโดยที่หลวงพ่อไกรเขาได้ให้ตะกรุดกับหลานของท่านเพื่อป้องกันตัว ตาบอกว่าหลานของหลวงพ่อนั้นได้ไปตัดผมและเกิดตัดผมไม่เข้าตัดอย่างไรก็ไม่เข้า ช่างตัดผมเลยถามว่ามีของดีอะไรหรือ หลานของหลวงพ่อจึงได้นำตะกรุดออกมา แล้วช่างตัดผมก็บอกกับหลานของหลวงพ่อว่าจะขอแลกกับเสื้อผ้าจำนวนหนึ่งจะเอาไหม หลานของหลวงพ่อก็ตกลงเพราะคิดว่าแลกไปแล้วก็ไปขอหลวงพ่อใหม่ได้ ตาบอกว่าหลานของหลวงพ่อใส่เสื้อผ้าเนื้อดีมีราคาเดินกลับมาอย่างกับนายอำเภอ และก็ไปขอตะกรุดกับหลวงพ่อใหม่ แต่หลวงพ่อไม่ให้ บอกว่าให้ไปแล้วไม่รู้จักรักษา ตะกรุดนี้ไม่ใช่ของง่ายเพราะ ๑ ปี ท่านจะทำตะกรุดเพียงครั้งเดียว คือ ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองเท่านั้น ส่วนกรรมวิธีการทำนั้นท่านลงไปทำใต้น้ำหน้าวัดใหญ่ ซึ่งจะต้องรอให้น้ำนิ่งสงบก่อน เมื่อท่านลงไปในน้ำแล้วท่านจะให้ลูกศิษย์ยืนรอบริเวณนั้น ท่านจะสั่งก่อนที่จะลงไปว่าถ้าตะกรุดดอกไหนลอยขึ้นมาแล้วลอยทวนน้ำจึงจะถือว่าใช้ได้ให้เอาตะแกรงซ้อนขึ้นมา ทำครั้งหนึ่งจะได้ตะกรุดประมาณ ๑๕ ถึง ๒๐ ดอกเท่านั้น (((ขอบคุณ..ข้อมูลคำบอกเล่าจากเวปวัดใหญ่ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ)))17:29:07 เสาร์ 05 ก.ย.2756
30
ซีเปียหน้าหนุ่มหลวงพ่อตุ้ม หนองขุนชาติ
9500เป็นเวอร์ชั่นที่เพิ่งพบเห็นเป็นครั้งแรกครับสำหรับภาพหน้าหนุ่มของหลวงพ่อตุ้มในแบบที่มีพัดยศและหลังฉากเส้นรัศมีแบบนี้ ฉากรัศมีในลักษณะนี้พบในภาพเกจิเมืองอุทัยธานีเช่นภาพหลวงพ่อเส็ง วัดหนองเรือโกลน,หลวงพ่อจิ๋ว วัดเนินเหล็ก,หลวงพ่อเจิม วัดเขาโคกโค..รูปนี้สันนิษฐานว่าอาจถ่ายในคราวฉลองสมณศักดิ์ครั้งแรกของท่าน 03:51:36 อาทิตย์ 20 ก.ย.1122
31
ของหายากของหลวงพ่อแอ๋ว วัดหัวเมือง
13500 สมเด็จรุ่นนี้ถือได้ว่าเป็นสมเด็จรุ่นแรกที่หลวงพ่อท่านอนุญาติให้จัดสร้างด้วยความเต็มใจ ผู้ดำริสร้างมีเจตนาในการสร้างบริสุทธิ์ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงและจัดสร้างกันเองทุกๆขั้นตอนภายในวัด การจัดสร้างสมเด็จรุ่นแรกนี้เป็นการริเริ่มของพระสมุห์น้อย ซึ่งอดีตเคยได้รับตำแหน่งเป็นพระสมุห์ฐานานุกรมของหลวงพ่อแล้วลาสิกขาไป แต่ถึงแม้กลับมาบวชใหม่ผู้คนก็ยังนิยมเรียกสมุห์น้อยอยู่เช่นเดิม ในการขออนุญาติจัดสร้างพระพิมพ์สมเด็จในครั้งนี้เนื่องจากมีวัตถุประสงค์เพื่อหารายได้เป็นค่าอาหารเลี้ยงดูพระเณรเนื่องด้วยในสมัยนั้นวัดหัวเมืองจะมีพระภิกษุสามเณรจำพรรษาปีละประมาณ ๔๐-๕๐รูปเป็นประจำทุกปีและเนื่องจากธรรมเนียมปฏิบัติในการทำบุญใส่บาตรของชาวบ้านในแถบนั้นจะใส่เฉพาะข้าวสุกอย่างเดียวส่วนกับข้าวเป็นหน้าที่ของพระเณรที่จะต้องหุงหาเอาเองยิ่งปริมาณพระเณรเพิ่มขึ้นมากเพียงใด ค่าใช้จ่ายก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ในด้านแบบพิมพ์ได้ทำการสอบถามจากหลวงตาสาน ปัญญาโภ(สุขวานนท์) ผู้ร่วมสร้างพระพิมพ์ชุดนี้ก็จำได้ไม่ชัดเจนว่ามีพิมพ์อะไรบ้าง พอจะคับคล้ายคับคลาว่าน่าจะ ๓ พิมพ์คือใหญ่ กลาง เล็กและเหมือนจะมีพิมพ์สายรุ้งอยู่ด้วยแต่เจ้าตัวก็ไม่ขอยืนยันเพราะผ่านมานานมาก ( ข้าพเจ้าวิเคราะห์เอาเองว่าพิมพ์สายรุ้งที่หลวงตาสานพูดถึงอาจจะเป็นสมเด็จสายรุ้งรุ่นแจกงานแต่งของนายเกรียงไกรในปี ๑๘ ก็เป็นได้ เพราะเทคนิคการทำเนื้อให้เป็นสีรุ้งไม่น่าทำกันเองได้ในสมัยนั้นและระยะเวลาการสร้างของสมเด็จทั้ง ๒ รุ่นนี้ใกล้เคียงกันคือสมเด็จรุ่นแรกที่กำลังกล่าวถึงนี้สร้างในปี ๑๖ ส่วนสมเด็จรุ่นเกรียงไกรออกในปี ๑๘) พิมพ์พระของสมเด็จรุ่นแรกนี้เท่าที่พบในกลุ่มลูกศิษย์ที่ชัดเจนที่สุดในขณะนี้มี ๓ พิมพ์คือ ๑.พิมพ์พระประธานซุ้มปรกโพธิ์ฐานผ้าทิพย์ ๒.พิมพ์ใหญ่ฐานสามชั้น ๓.พิมพ์เจ็ดชั้นหูบายศรี หลวงตาสาน ปัญญาโภ(สุขวานนท์)ผู้มีส่วนร่วมในการสร้างพระในครั้งนี้อธิบายขั้นตอนการทำพระว่าเริ่มจากการเสาะแสวงหารวบรวมว่านยาต่างๆตามบ้านที่เจ้าของเขาปลูกไว้ทั้งในแถบอำเภอหนองฉาง,ทัพทันและลานสัก ซึ่งกว่าจะได้ครบ ๑๐๘ชนิดก็ใช้เวลาเป็นแรมปีคือเริ่มเก็บตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ และมาเสร็จสิ้นในปี ๒๕๑๖เมื่อได้ว่านยามาตามจำนวนที่ต้องการแล้วก็นำว่านทั้งหมดมาตากให้แห้งแล้วจึงนำมาตำให้ละเอียดและร่อนด้วยตะแกรงตาถี่เพื่อให้ได้มวลสารที่ละเอียดที่สุด หากมีกากเหลือก็นำไปตำและร่อนใหม่ทำอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งไม่มีเศษเหลือ ในการนี้นอกจากพระสมุห์น้อยและหลวงตาสานแล้วยังมีนายศักดิ์และนายยงค์หลานของสมุห์น้อยเป็นผู้ช่วยทำด้วยนายศักดิ์และนายยงค์มีหน้าที่ไปหาเก็บขี้ฝุ่นที่เกาะอยู่ตามขื่อบ้าน จะด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ แต่สันนิษฐานว่าคงเป็นมวลสารที่มีความละเอียดสูงช่วยให้เนื้อพระแกร่งและมีความนุ่มเนียนมากขึ้น โดยไปเก็บมาจากบ้านของโยมกลอยซึ่งเป็นบ้านโบราณส่วนมวลสารที่เป็นของหลวงพ่อเช่นเกศา ข้าวก้นบาตรเศษจีวรและมวลสารที่มีคุณวิเศษอื่นๆสมุห์น้อยเป็นผู้รวบรวมจึงไม่ทราบรายละเอียดว่ามีอะไรบ้าง เมื่อได้มวลสารมาพร้อมแล้วก็นำมาตำรวมกันกับกล้วยดิบบ้างกล้วยสุกบ้างโดยจะใช้กล้วยและข้าวสุกเป็นตัวประสานเนื้อ ไม่ได้ใช้นำมันตั้งอิ้วพอตำเนื้อเข้ากันดีแล้วก่อนที่จะกดพิมพ์ต้องใช้แป้งโรยแม่พิมพ์ก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อพระติดแม่พิมพ์ แล้วจึงนำเนื้อผงกดลงไปในแม่พิมพ์คว่ำแม่พิมพ์ลงแล้วถูด้านที่เป็นด้านหลังขององค์พระกับแผ่นกระดานหรือแผ่นพลาสติกเพื่อให้เกิดความเรียบเนียนจึงเป็นข้อสังเกตของพระรุ่นนี้ได้อีกประการหนึ่งว่าด้านหลังของพระรุ่นนี้ต้องมีความเรียบเนียน หลังจากนั้นจึงเคาะองค์พระออกมาจากแม่พิมพ์เมื่อสำเร็จออกมาเป็นองค์พระในช่วงๆแรกนั้นยังไม่มีความรู้จึงนำพระไปผึ่งแดดกลางแจ้ง ก็ปรากฎว่าพระร้าวหักงอเสียหายแทบทั้งหมดจึงเปลี่ยนมาเป็นการผึ่งในร่มให้พอหมาดๆก่อน แล้วจึงนำออกไปตากแดดจึงได้พระที่มีความแห้งและสมบูรณ์ดี แต่เนื่องจากยังไม่มีความชำนาญในการทำพระผงอีกทั้งเป็นงานที่ทำด้วยมือในทุกๆขั้นตอน กว่าจะสำเร็จแต่ละองค์ต้องใช้เวลาพอสมควรบางองค์สวนผสมไม่พอเหมาะเคาะออกมาเปียกเกินไปบ้างแห้งเกินไปบ้าง ดังนั้นในการทำคราวๆหนึ่งจะได้พระที่เป็นองค์สมบูรณ์ดีได้ไม่มากนักหลวงตาสานเล่าว่าแม้ใช้ระยะเวลาในการทำอยู่เป็นแรมเดือนก็ได้พระที่สมบูรณ์ดีราวๆ ๕๐๐องค์เท่านั้น เมื่อทำเสร็จแล้วก็รวบรวมไปให้หลวงพ่อทำการปลุกเสกภายในกุฏิของท่านจนตลอดพรรษาจึงนำออกมาแจกจ่ายสำหรับอภินิหารของพระรุ่นนี้ได้เริ่มมีขึ้นตั้งแต่หลวงพ่อยังไม่ได้ปลุกเสกเลยทีเดียว กล่าวคือในขณะที่ทำการตากพระรุ่นนี้เอาไว้และคงจะด้วยกลิ่นข้าวสุกและกล้วยน้ำว้าที่เป็นส่วนผสมอยู่ในองค์พระเป็นเหตุไอ้กี้หมาของหลวงพ่อจึงมาแอบกินไปบางส่วน หลังจากที่มันกินสมเด็จไปแล้วมันก็ไปไล่กัดเป็ดของชาวบ้านเจ้าของเป็ดเลยยิงด้วยลูกซองยาวจนไอ้กี้ล้มคว่ำล่วงคันนาแต่แล้วมันก็ลุกวิ่งของมันได้ต่อเพราะไม่มีกระสุนเม็ดไหนทำอะไรมันได้เลย เรื่องนี้ดูจะเป็นเรื่องราวที่ถูกกล่าวถึงกันอย่างกว้างขวาง และถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่เป็นปฐมเหตุของชื่อพระรุ่นนี้ที่พากันเรียกจนติดปากว่า “สมเด็จรุ่นไอ้กี้” อีกเรื่องหนึ่งที่หลวงตาสานอยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย วันนั้นมีโยมผู้หญิงคนหนึ่งมากราบหลวงพ่อ แล้วก็ขอวัตถุมงคลติดตัวหลวงพ่อหยิบสมเด็จรุ่นนี้มอบให้ ทันทีที่พระสมเด็จตกถึงมือของโยมผู้หญิงผู้นั้นไอ้กี้หมาคู่บุญของหลวงพ่อซึ่งมักจะอยู่ใกล้ชิดหลวงพ่ออยู่เสมอไม่รู้ว่ามันจะทดลองให้โยมเขาประจักษ์ในพุทธคุณพระสมเด็จของหลวงพ่อหรืออย่างไร มันจึงกระโจนกัดบริเวณหัวไหล่ของโยมผู้หญิงคนนั้นทันทีแต่ก็ไม่ปรากฎบาดแผลแต่อย่างไรทั้งๆที่ถ้าลองได้ไอ้กี้ขย้ำใครเข้าแล้วคมเขี้ยวของมันไม่เคยพลาดซักราย สมเด็จชุดนี้มีพิมพ์ทรงที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำกับสำนักใดใดเพราะไม่ได้ใช้วิธีการถอดพิมพ์ แต่จะเป็นฝีมือของท่านผู้ใดแกะแม่พิมพ์นั้นไม่สามารถสืบได้ แม้สมเด็จปรกโพธิ์พิมพ์พระประธานฐานผ้าทิพย์จะดูคล้ายกับสมเด็จปรกโพธิ์พิมพ์พระประธานฐานผ้าทิพย์ของสำนักอื่นๆที่นิยมสร้างในช่วงปี ๑๖-๑๗ ก็ตาม แต่ถ้าหากพิจารณารายละเอียดโดยแยบคายแล้วจะเห็นได้ว่าศิลปะเชิงช่างมีความแตกต่างจากสำนักอื่น โดยเฉพาะพิมพ์ปรกโพธิ์กับพิมพ์เจ็ดชั้นหูบายสีจะเห็นได้ว่าลักษณะการแกะลำพระองค์ วงพระกร พระพักตร์ พระเกศ ที่มีศิลปะเชิงช่างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นพระสมเด็จชุดนี้จึงถือได้ว่ามีศิลปะที่มีลักษณะเฉพาะบ่งบอกความเป็นวัดหัวเมืองได้อย่างชัดเจน สมเด็จพิมพ์พระประธานหลังยันต์ตรีนิสิงเหแบบนี้ถือว่าเป็นพระที่หาดูยากที่สุด ขนาดอ.ชัยยันต์และคุณเอหนองฉางเซียนพระพื้นที่รุ่นใหญ่ที่มีประสบการณ์สะสมพระเครื่องมาหลายสิบปี ยังเพิ่งพบเห็นองค์ของท่านจักรภพ อยู่สิงห์เป็นองค์แรก เจ้าของเล่าว่าเป็นมรดกตกทอดมาจากคุณพ่อซึ่งเป็นคนสนิทใกล้ชิดกับหลวงพ่อแอ๋วมาตั้งแต่ยุคบุกเบิก ยันต์ตรีนิสิงเหที่กดด้านหลังองค์พระนี้ พิจารณาแล้วเป็นยันต์เดียวกันกับยันต์ที่ใช้กดหลังพระสมเด็จวัดมฤคทายวัน(พิมพ์ยันต์ผิด) ซึ่งจะมีที่มาที่ไปอย่างไรนั้นไม่ทราบได้ แต่ต้องถือว่าเป็นกรณีพิเศษจริงๆ เพราะไม่ได้พบได้โดยทั่วไป (จนถึงขณะนี้ข้าพเจ้าเองเพิ่งเคยผ่านตาอยู่เพียงสามองค์เท่านั้น) ข้อมูลทั้งหมดนี้เสร็จสมบูรณ์ลงได้ก็ด้วยความร่วมมือช่วยเหลือจากพี่น้องชาวหนองฉางและผู้ที่เกี่ยวข้องหลายๆท่าน โดยเฉพาะพระอาจารย์ประสาน สุขวานนท์,คุณอัคเรศ. เจริญพะกุไพศาล(เอ หนองฉาง),อ.ชัยยันต์ บัวสาย,คุณศรัณย์ กมลมาลย์,กำนันสะอาด อุทัยเก่า,คุณจักรภพ อยู่สิงห์และท่านอื่นๆที่มิได้เอ่ยนามไว้ ณ ที่นี้...ขอบคุณครับ17:31:05 เสาร์ 05 ก.ย.2012
32
ลำพูนดำหลวงพ่ออุ่นวัดบ้านควาย
3500คุณศรีไพร ใจแสนลูกหลานหลวงพ่ออุ่นเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนมีชาวบ้านข้างวัดอยู่คนนึง มีอคติไม่เชื่อถือหลวงพ่อ เลยลองดีโดยการเอาพระลำพูนดำสอดเข้าไปในปากกระบอกปืนลูกซองยาวแล้วลั่นไกหมายให้พระของหลวงพ่อพินาศ แต่กลับกลายเป็นกระบอกปืนของเขาเองที่แตกกระจาย เจ้าตัวก็ค่อยๆฟั่นเฟือนนับแต่นั้นมา12:30:44 อาทิตย์ 21 ธ.ค.1911
33
ตะกรุดอิทธิเจหลวงพ่อผล วัดสวนขวัญ
8500อีกหนึ่งเครื่องรางที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ไม่ใช่ตะกรุดที่ทำด้วยแผ่นโลหะจารอักขระอย่างที่พบเห็นโดยทั่วไป แต่เป็นตะกรุดแท่งผงอิทธิเจที่เกิดจากวิชาลบผง ของหลวงพ่อผล แห่งสำนักสวนขวัญพระขลังขวัญใจนักเลงบ้านนอกอีกองค์ เกียรติคุณของท่านไม่ธรรมดาครับในช่วงปี ๒๕๐๐ต้นๆ บรรดาขาโจ๋แถวหนองมะโมงบ้านผมยังต้องถีบจักรยานไปสักสิงห์หางขอดกับท่าน สังเกตได้ว่าคนรุ่นลุงรุ่นปู่ผู้ที่เคยเสาะแสวงหาของดีตามความนิยมของชายไทยในแถบอุทัย ชัยนาท นครสวรรค์และจังหวัดใกล้เคียง มักจะมีรอยสักสิงห์หางขอดอยู่ใต้ท้ายทอยเป็นหลักฐานของการเป็นศิษย์ หลวงพ่อผลท่านนี้เป็นศิษย์ในสายวิชาของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่าอีกท่านที่ถูกถ่ายทอดมาจากหลวงพ่อเก็บ วัดสวนลำใยผู้มีศักดิ์เป็นหลานผู้ใกล้ชิดของหลวงปู่ศุข หลวงพ่อเก็บผู้นี้ถือว่าเป็นรุ่นใหญ่ในสายวัดปากคลองที่มีวรยุทธ์เข้มแข็งน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งแต่เสียดายแทบจะไม่มีใครพูดถึงแล้ว วิชาลบผงอิทธิเจของหลวงพ่อผลนี้ พระครูศักดิ์วัดบ่อแร่เคยเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า หลวงพ่อผลท่านเรียกเข้าไปในโบสถ์ แล้วท่านก็นั่งเขียนผงลบผงของท่านอยู่ไม่กี่อึดใจ ก็ปรากฎว่ามีฝูงนกบินเข้ามาทางช่องหน้าต่างแล้วมันก็มารุมล้อมตัวหลวงพ่อเป็นกลุ่มไปหมดบ้างก็บินอยู่ใกล้ๆ บ้างก็เกาะตามต้วตามไหล่ของท่านเต็มไปหมด 17:34:06 เสาร์ 05 ก.ย.3286
34
หลวงตาหงำ ชินเขียว
3500 ( ประภามณฑลฐานสำเภาเนื้อชินเขียวหลวงตาหงำ...องค์นี้ขายแล้วครับแต่ถ้าสนใจสอบถามได้ครับ ถ้าเหลือหลายองค์ก็พอแบ่งให้ได้ครับ ) หลวงตาหงำนั้น ท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่ศุขตั้งแต่หลวงปู่ศุขยังมีชีวิตอยู่ ท่านอยู่วัดปากคลองฯมาเนิ่นนาน แต่ท่านไม่ยอมรับตำแหน่งเจ้าอาวาส รับแต่รักษาการไว้เท่านั้น หลวงตาหงำเป็นพระที่ชาวบ้านโดยเฉพาะชาวตลาดวัดสิงห์ ให้ความเคารพนับถือกันถ้วนหน้า ท่านใช้วิชาความรู้ของท่านช่วยเหลือชาวบ้านอย่างไม่เลือกชั้นวรรณะ ความเป็นอยู่ของท่านเป็นไปอย่างสมถะเรียบง่ายและไม่ชอบโอ้อวดสรรพคุณ แต่อาจจะมีความประพฤติที่เป็นไปในทางโลกวัชชะบ้าง นั่นก็คือการดูดฝิ่นของท่าน แต่สำหรับชาวบ้านเองไม่ได้ถือสาหาความท่านแต่อย่างไร เพราะท่านไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ใด มิหนำซ้ำยังเป็นที่พึ่งพาอาศัยของชาววัดสิงห์แทบจะไม่เว้นหลังคาเรือน ถึงกระนั้นกฎหมายก็มิได้รับฟัง เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงต้องปฏิบัติตามหน้าที่ แต่ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ทางบ้านเมืองหรือคณะพระสังฆาธิการก็ไม่สามารถเอาผิดกับท่านได้ ท่านสามารถทำฝิ่นให้เป็นใบชาได้ในพริบตาด้วยอำนาจจิตของท่าน คล้ายๆกับเรื่องราวของหลวงพ่อเคลือบ วัดหนองกระดี่ จังหวัดอุทัยธานี ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ผมฝุ่นดินได้ทำการรวบรวมเรียบเรียงไว้ได้ที่ลิ้งค์นี้ครับ http://sitluangporguay.com/forum/index.php?topic=11233.022:10:47 เสาร์ 16 กรกฏาคม1412
35
ศิลปะอลังการ
5000น่าจะคราวเดียวกันกับกับวัตถุมงคลที่จัดสร้างขึ้นเนื่องในงานยกช่อฟ้าศาลาการเปรียญวัดฝาง สรรคบุรี ชัยนาท เมื่อปี ๒๑ มีข้อมูลว่าหลวงพ่อกวย หลวงพ่อแพ หลวงพ่อเชื้อ หลวงพ่อจวนปลุกเสก 17:35:07 เสาร์ 05 ก.ย.386
36
ซุ้มรัศมีหลวงพ่อปา วัดโบสถ์ (ลป.ศุขเสก)
18000เอกลักษณ์ศิลปะเชิงช่างเดียวกันกับเหรียญหล่อชินราชใบเสมาของวัดโบสถ์เอง แม้พระพิมพ์ซุ้มกอและพระพิมพ์ลีลาห้าเหลี่ยมของหลวงพ่อโต วิหารทองก็เชิงช่างเดียวกัน สันนิษฐานว่าเป็นผลงานการแกะแม่พิมพ์ของหลวงพ่อคล้อย วัดทรงเสวย สำหรับเหรียญหล่อซุ้มรัศมีที่ออกวัดโบสถ์นี้บางองค์ด้านหลังจารพุทธม้วนโลกก็เคยพบ ส่วนองค์นี้ลงนะกะอะปิ เช่นเดียวกันกับพระพิมพ์บัวห้าเม็ดของหลวงปู่ศุข วัดปากคลอง10:47:39 อังคาร 29 กรกฏาคม3178
37
รูปถ่ายรุ่นแรกหลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาคร
4500เป็นรูปถ่ายขนาด ๑ นิ้ว x ๑.๕ นิ้ว หุ้มด้วยทองแดงไม่ปรากฎรอยจาร แต่ด้านหลังภาพคล้ายมีแผ่นสี่เหลี่ยมขนาดย่อมกว่าแผ่นภาพซ้อนอยู่หลังแผ่นภาพอีกหนึ่งแผ่นไม่ทราบว่าเป็นแผ่นอะไร ด้านหน้าระบุ พ.ศ.๒๕๐๒ ก่อนเป็น"พระครูฯ" ถือว่าเป็นภาพถ่ายของหลวงพ่อที่เก่าและพบน้อยที่สุดเท่าที่พบมา ศิษย์รุ่นอาวุโสของหลวงพ่อรุ่ง หลวงพ่อเดิม หลวงพ่อพรหมที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงครับ เป็นศิษย์ที่หลวงพ่อรุ่งเอ็นดูถึงขนาดมอบช้างเชือกสำคัญไปให้ท่านรักษาต่อ เจ้าของฉายา"หลวงพ่อสดตะปูลอยน้ำ"เทพเจ้าแห่งหางน้ำสาครครับ12:50:17 ศุกร์ 15 ส.ค.1103
38
ยอดขุนพลหลวงพ่อโต วิหารทอง
35000สุดยอดพิมพ์หายาก เนื้อชินเงินธรรมชาติชัดเจน ที่สำคัญมีจารตัวนะปถมัง ๒ ตัว ตัวหนึ่งกำกับด้วยหัวใจยอดศีล พุทธะสังมิ อีกตัวหนึ่งกำกับด้วยหัวใจแก้วสามดวง มะอะอุ ครบสูตรฟูลออฟชั่น12:58:55 อาทิตย์ 24 ส.ค.1541
39
หล่อใหญ่หลวงพ่ออุ่น วัดบ้านควาย
15000องค์นี้ผ่านการใช้มาบ้างแต่ก็ยิ่งทำให้เนื้อหามันส์ครบเครื่องตามแบบฉบับหล่อโบราณเข้าไปใหญ่17:44:06 เสาร์ 05 ก.ย.784
40
แหวนหลวงพ่อระย้า วัดเขาวงษ์
3500ตั้งแต่ศึกษาสะสมพระพื้นที่มา เพิ่งเจอวงนี้วงแรกครับ ศิลปะการแกะพิมพ์ ต่างออกไปจากเหรียญรุ่นแรก จึงไม่แน่ใจว่าจะออกในคราวเดียวกันหรือไม่ แต่ดูจากงานแล้วน่าจะอยู่ในช่วงปี249ปลาย-ปี2500ต้นๆ...ได้รายละเอียดเพิ่มเติมยังไงค่อยขยายผลอีกทีครับ14:15:37 อาทิตย์ 11 ต.ค.628
41
หลวงพ่อระย้า วัดเขาวงษ์รุ่นแรก ๒๔๙๗
15000๑ ใน ๕ เหรียญเบญจภาคีก่อนปี ๒๕๐๐ ของเมืองอุทัยธานี คือ ๑.เหรียญหลวงพ่อสิน วัดหนองเต่า ๒.เหรียญพระพุทธบาทเขาสะแกกรัง ๓.เหรียญท้องกระทะหลวงพ่อเส็ง วัดหนองโกลน ๔.เหรียญหลวงพ่อจู วัดดอนกลอย และ ๕.เหรียญหลวงพ่อระย้า วัดเขาวงษ์ตามข้อมูลว่าสร้างราวปี ๒๔๙๗ พิจารณาจากศิลปะในเหรียญยุคเดียวกันแล้วก็สอดคล้องในทางแถบนี้ที่ใกล้เคียงมากที่สุดก็คือเหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อภู่ วัดตะเคียนเลื่อนซึ่งน่าจะโรงงานเดียวกันวาระเดียวกันเสียด้วยซ้ำ เท่าที่พบมี ๓ เนื้อคือ กะไหล่ทอง รมดำ และผิวไฟ หลวงพ่อระย้าเป็นพระที่ชาวบ้านให้ความเคารพยำเกรงอย่างสูงอีกองค์หนึ่ง เป็นสหธรรมิกที่ร่วมธุดงค์กับหลวงพ่อเคลือบ วัดบ่อแร่ หลวงพ่อธูป วัดเขาปฐวี ร่วมศึกษาในสำนักวัดเขาวงกฎของหลวงพ่อเภามาทั้งสิ้น ความเคร่งครัดในธรรมวินัยและการฝึกสมาธิจิตในสายนี้เรียกว่าขั้นอุกฤติเลยทีเดียวครับ18:34:39 เสาร์ 05 ก.ย.984
42
หลวงพ่อจาด ออกวัดป่าพานิชย์ฯ๒๔๘๖
15000 เหรียญยุค 24 อีกเหรียญของชัยนาทครับ แต่หลวงพ่อจาดท่านโกอินเตอร์มาออกที่บ้านเรา แสดงว่าในยุคในสมัยนั้นชื่อเสียงบารมีของท่านน่าจะเกรียงไกรน่าดู เหรียญนี้ออกในคราวยกช่อฟ้าศาลาการเปรียญวัดป่าพานิชวราราม อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท เมื่อปี 2486 ในสมัยพระครูเสิงหชัยสิทธิ์ ( เจริญ ) เป็นเจ้าอาวาส เท่าที่ทราบงานนี้มีหลวงพ่อจาด หลวงพ่อจง หลวงพ่อเดิม คณาจารย์ยุคสมครามโลกครั้งที่ 2 มาร่วมเสก แต่ไม่มั่นใจว่าหลวงพ่อคง หลวงพ่ออี๋ อีก 2 เสือเอเชียบูรพาจะมาด้วยหรือไม่ ผู้ใดทราบข้อมูลมากไปกว่านี้รบกวนชี้แนะด้วยครับเพื่อเกียรติประวัติของบ้านเรา............ ......เกี่ยวกับศาลาอันเป็นที่มาของการสร้างเหรียญที่กำลังกล่าวถึงนี้ มีเรื่องเล่าว่าตอนที่ตั้งโครงสร้างศาลาเสร็จใหม่ๆเกิดลมพัดโดยแรงทำให้โครงศาลาล้มทับช่างบาดเจ็บหลายคน จึงได้นิมนต์หลวงพ่อเคน แห่งวัดดงเศรษฐี อุทัยธานีมาช่วยรักษา เพียงแค่การทำน้ำมนต์เสกเป่าเท่านั้น ไม่ว่าอาการจะสาหัสสักเพียงไร ก็สามารถหายได้ภายใน 7 วัน จากคำบอกเล่านี้จึงเป็นไปได้มากที่สุดที่หลวงพ่อเคน แห่งวัดดงเศรษฐี จะมาร่วมพิธีเสกด้วย........พอดีได้พูดคุยเรื่องเหรียญหลวงพ่อจาด ที่ออกวัดป่านี้กับพี่คมกฤช ศรีวรางกูร ( พี่น้อย วัดสิงห์ ) ก็เป็นเหตุบังเอิญว่า คุณแม่และน้าสาวของท่านเป็นผู้ชนะการประกวดเทพีที่จัดให้มีขึ้นในงานยกช่อฟ้าในคราวนั้น คุณแม่คือ นางพิมพา ศรีวรางกูร ได้รางวัลชนะเลิศ ได้รับขันน้ำและพานรองเนื้อเงินขนาดใหญ่ กับเหรียญหลวงพ่อจาดเนื้อเงินลงยาสีแดงซึ่งด้านหลังทำเป็นเข็มกลัดเอาไว้เป็นรางวัล ส่วนคุณน้าคือนางประทุม ชื่นชวน ได้รางวัลรองชนะเลิศ ได้รับขันน้ำและพานรองขนาดเล็ก กับเหรียญหลวงพ่อเดิมรุ่นปี 2482 เนื้อทองแดงเป็นรางวัล ถ้าเป็นยุคปัจจุบันหลายๆคนคงอยากจะได้ที่สองกันเป็นแถว แต่หลังจากที่นำเสนอข้อมูลแล้วอาจจะกลับมาภูมิใจกับความเป็นที่หนึ่งอย่างที่ควรจะเป็นก็เป็นได้...แต่ทั้งของเสริมและของเก๊ถอดพิมพ์มีออกมานานแล้วครับ ที่น่ากลัวที่สุดคือของเสริมเพราะน่าจะเป็นการใช้บล๊อคเดิมปั๊มเพิ่มออกมาภายหลังรายละเอียดจึงตรงกันทุกกระเบียดนิ้ว แต่ามารถแยกแยะได้จากขอบด้านข้างดังรูปที่ ๓......สนใจรายละเอียดศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ลิ้งค์นี้ครับ http://sitluangporguay.com/forum/index.php?topic=14801.020:02:37 พฤหัสบดี 03 มี.ค.2088
43
เหรียญหล่อวัดทรงเสวยพิมพ์ ๒ หน้า
99999ให้ชมภาพไว้เป็นต้นแบบก่อนครับ ข้อมูลสนับสนุนพร้อมแล้วค่อยนำมาสาธยายภายหลัง17:48:57 เสาร์ 05 ก.ย.2385
44
เหรียญหลวงพ่อจาด ออกวัดป่าพานิชฯ๒๔๘๖
99999เหรียญยุค 24 อีกเหรียญของชัยนาทครับ แต่หลวงพ่อจาดท่านโกอินเตอร์มาออกที่บ้านเรา แสดงว่าในยุคในสมัยนั้นชื่อเสียงบารมีของท่านน่าจะเกรียงไกรน่าดู เหรียญนี้ออกในคราวยกช่อฟ้าศาลาการเปรียญวัดป่าพานิชวราราม อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท เมื่อปี 2486 ในสมัยพระครูเสิงหชัยสิทธิ์ ( เจริญ ) เป็นเจ้าอาวาส เท่าที่ทราบงานนี้มีหลวงพ่อจาด หลวงพ่อจง หลวงพ่อเดิม คณาจารย์ยุคสมครามโลกครั้งที่ 2 มาร่วมเสก แต่ไม่มั่นใจว่าหลวงพ่อคง หลวงพ่ออี๋ อีก 2 เสือเอเชียบูรพาจะมาด้วยหรือไม่ ผู้ใดทราบข้อมูลมากไปกว่านี้รบกวนชี้แนะด้วยครับเพื่อเกียรติประวัติของบ้านเรา............ ......เกี่ยวกับศาลาอันเป็นที่มาของการสร้างเหรียญที่กำลังกล่าวถึงนี้ มีเรื่องเล่าว่าตอนที่ตั้งโครงสร้างศาลาเสร็จใหม่ๆเกิดลมพัดโดยแรงทำให้โครงศาลาล้มทับช่างบาดเจ็บหลายคน จึงได้นิมนต์หลวงพ่อเคน แห่งวัดดงเศรษฐี อุทัยธานีมาช่วยรักษา เพียงแค่การทำน้ำมนต์เสกเป่าเท่านั้น ไม่ว่าอาการจะสาหัสสักเพียงไร ก็สามารถหายได้ภายใน 7 วัน จากคำบอกเล่านี้จึงเป็นไปได้มากที่สุดที่หลวงพ่อเคน แห่งวัดดงเศรษฐี จะมาร่วมพิธีเสกด้วย........พอดีได้พูดคุยเรื่องเหรียญหลวงพ่อจาด ที่ออกวัดป่านี้กับพี่คมกฤช ศรีวรางกูร ( พี่น้อย วัดสิงห์ ) ก็เป็นเหตุบังเอิญว่า คุณแม่และน้าสาวของท่านเป็นผู้ชนะการประกวดเทพีที่จัดให้มีขึ้นในงานยกช่อฟ้าในคราวนั้น คุณแม่คือ นางพิมพา ศรีวรางกูร ได้รางวัลชนะเลิศ ได้รับขันน้ำและพานรองเนื้อเงินขนาดใหญ่ กับเหรียญหลวงพ่อจาดเนื้อเงินลงยาสีแดงซึ่งด้านหลังทำเป็นเข็มกลัดเอาไว้เป็นรางวัล ส่วนคุณน้าคือนางประทุม ชื่นชวน ได้รางวัลรองชนะเลิศ ได้รับขันน้ำและพานรองขนาดเล็ก กับเหรียญหลวงพ่อเดิมรุ่นปี 2482 เนื้อทองแดงเป็นรางวัล ถ้าเป็นยุคปัจจุบันหลายๆคนคงอยากจะได้ที่สองกันเป็นแถว แต่หลังจากที่นำเสนอข้อมูลแล้วอาจจะกลับมาภูมิใจกับความเป็นที่หนึ่งอย่างที่ควรจะเป็นก็เป็นได้...แต่ทั้งของเสริมและของเก๊ถอดพิมพ์มีออกมานานแล้วครับ ที่น่ากลัวที่สุดคือของเสริมเพราะน่าจะเป็นการใช้บล๊อคเดิมปั๊มเพิ่มออกมาภายหลังรายละเอียดจึงตรงกันทุกกระเบียดนิ้ว แต่ามารถแยกแยะได้จากขอบด้านข้างดังรูปที่ ๓......สนใจรายละเอียดศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ลิ้งค์นี้ครับ http://sitluangporguay.com/forum/index.php?topic=14801.005:40:35 ศุกร์ 20 มิ.ย.976
45
หลวงพ่อปั้น หาดทะนง//หลวงพ่อคง บางกระพี้
8000ฝั่งชัยนาทสืบทอดกันมาว่าเป็นรูปเหรียญหลวงพ่อเฒ่าคง วัดบางกระพี้ ที่หลวงพ่อคล้อยวัดทรงเสวยสร้าง ฝั่งอุทัยสืบทอดกันมาว่าเป็นหลวงพ่อปั้น วัดหาดทะนง..ที่มาของความขัดแย้งนี้ แม้จะยังไม่กระจ่าง แต่เป็นเหรียญระดับตำนานที่เป็นที่เชื่อถือของนักเลงรุ่นปู่ทั้งฝั่งอุทัยและชัยนาทครับ ความกระจ่างยิ่งไปกว่านี้ไว้ไต่สวนทวนความแล้วจะนำมาเสนอในโอกาสต่อไปครับ10:19:32 อังคาร 11 เม.ย.2956
46
เชือกขอดพิรอดตะกรุดเงินสาริกา
6000เชือกขอดนับรวมได้ ๑๕ ขอดพร้อมตะกรุดเงินคู่แบบสาริกาเก่ากึ่กอีก ๒ คู่รวมเป็น ๔ ดอก ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าเป็นวัฒนธรรมเครื่องรางสายอุทัย แต่จะเป็นของท่านใดไม่ขอยัด(เพราะไม่ได้รับมากับมือ) ที่มาได้มาจากหาดทะนงโยกย้ายถิ่นฐานมาจากหนองขาหย่าง เชือกขอดแบบนี้พบในเกจิสายอุทัยเช่นหลวงปู่พลอยวัดห้วยขานาง หลวงพ่อปลั่ง วัดห้วยรอบ เจ้าคุณพุฒ วัดมณีสถิตฯ หลวงปู่ตี๋ วัดหลวงฯเป็นต้น แต่โดยอายุความเก่าแล้วตัดเกจิยุคหลังๆนี้ออกไปได้ ในใจลึกๆแล้วโน้มเอียงไปทางหลวงพ่อจู แต่จะบอกว่าของหลวงพ่อจูเต็มปากเลยก็เกรงจะมุสา เพราะยังไม่เคยเห็นของท่านกับตาสักที แต่เหตุที่ให้คิดก็ด้วยท่านเก่งพิรอดและตะกรุดเงินสาริกาท่านมีชื่อมากในสมัยนั้น ยุคของท่านก็ได้กับอายุความเก่าของตะกรุด หลวงพ่อปลั่งศิษย์ท่านนั้นมีสร้างเชือกขอดในลักษณะนี้แต่เป็นไนล่อนให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ในด้านเขี้ยวงาอสรพิษมาแล้ว เมื่อศิษย์สร้างจึงคิดว่าผู้เป็นอาจารย์คงจะมีแบบแผนมาก่อนจึงเจริญรอยตาม เอาเป็นว่าเก่าครับโดยความเก่าของตะกรุดซึ่งเป็นเนื้อเงินแล้ว เต็มที่ไม่น่าจะเกินยุค๒๔๘x หรือจะอาวุโสยิ่งไปกว่าหลวงพ่อจูเป็นหลวงปู่หลวงพ่อองค์อื่นในอุทัย ก็สุดปัญญาครับเพราะไม่มีหลักฐานยืนยัน18:05:28 เสาร์ 05 ก.ย.789
47
หลวงปู่แสง วัดป่าช้า อุทัยธานี
22000เป็นภาพซีเปียในยุค ๒๔๖x ครับเพราะหลวงพ่อมรณะ๒๔๖๕ เป็นรุ่นแรกรุ่นเดียวและรุ่นสุดท้ายอีกเช่นกัน จึงจัดเป็นของหายากระดับตำนานอีกชิ้นหนึ่งของเมืองอุทัย ชิ้นนี้ยกทัพไปตีกลับมาจากเมืองปทุม เสียเลือดเสีียเนื้อไปมิใช่เบา ประวัติหลวงปู่โดยสังเขปผมรวบรวมไว้ตามลิ้งนี้ครับสนใจเข้าไปศึกษาได้ http://sitluangporguay.com/forum/index.php/topic,11243.0.html16:45:04 พฤหัสบดี 22 พ.ค.1249
48
หลวงพ่อเคน วัดดงเศรษฐี อุทัยธานี
15000หายากยิ่งกว่าพระหลักๆหลายๆองค์ที่ส่วนกลางเขาเล่นกัน คุณค่าไม่ได้อยู่ที่ราคาหรือค่านิยมครับ แต่อยู่ที่ความเป็นตำนานและความหายากมากกว่า12:30:12 พฤหัสบดี 17 เม.ย.1309
49
กุมารหลวงพ่อสด วัดหนองสะแก
99999สุดยอดศาตร์และศิลป์ สุดยอดแห่งฤิทธิ์อภิญญา18:40:30 จันทร์ 07 เม.ย.964
50
ผ้ายันต์พระพุทธิเจ้าชนะมารหลวงปู่ศุข
35000ผืนใหญ่ครับเกือบเท่าประตูบ้าน เข้าใจครับว่าเครื่องรางเป็นของที่หาข้อยุติยาก โดยเฉพาะผ้ายันต์ด้วยแล้ว แทบจะจับต้นชนปลายไม่ได้ และโดยส่วนตัวก็ไม่นิยมใช้ระบบความเชื่อมาชี้นำหรือจูงใจใครให้คล้อยตาม แต่อยากให้ลองพิจารณาองค์ประกอบต่างๆกับหลักฐานที่นำมาเปรียบเทียบแล้วใคร่ครวญวิเคราะห์ด้วยตัวท่านเองจะดีกว่า ผมเองคลุกคลีอยู่กับตำรับตำราของหลวงปู่ศุขทั้งที่ตกอยู่กับหลวงพ่อบุญยัง วัดหนองน้อย และอาจารย์กลับ แสงเขียวถึงแม้อาจจะไม่ทั้งหมดแต่ก็คิดว่าพอสมควรที่จะทำให้คุ้นเคยกับลายมือของหลวงปู่ได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็เป็นเพียงวิจารณญาณส่วนบุคคลครับ ไม่ต้องการชี้นำชนิดที่อย่างไรเสียก็จะพยายามจะให้เป็นให้ได้ ใช่หรือไม่ใช่ท่านสามารถพิจารณาได้ด้วยตัวท่านเอง....อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น และไม่พยายามให้เป็น อย่างที่ต้องการให้เป็น แต่จะปล่อยให้เป็น อย่างที่ควรจะเป็น การเขียนอักขระลงบนกระดาษที่มีความเรียบแน่นซึ่งทำให้สามารถขีดเขียนได้ง่าย แต่การเขียนอักขระลงบนผืนผ้าที่มีความยืดหยุ่นและมีช่องว่างระหว่างเส้นใยตลอดทั้งผืนนั้นทำให้การบังคับเส้นสายเป็นไปได้ยากกว่า ดังนั้นวิธีการเขียนย่อมมีความแตกต่างกันบ้างครับตามสภาพพื้นผิวของสิ่งที่ถูกจารึก รวมถึงรูปแบบของตัวอักขระที่ต้องปรับเพื่อให้เกิดความสะดวกต่อการเขียน บนแผ่นกระดาษอาจจะใช้ได้ทั้งตัวขอมใหญ่และตัวขอมหวัด แต่บนผืนผ้าตัวขอมหวัดจะสะดวกต่อการเขียนมากกว่าเพราะส่วนที่เป็นเส้นสะบัดเส้นโค้งที่ใช้ในตัวขอมใหญ่จะเปลี่ยนเป็นเส้นตรงแบบง่ายๆแทน ข้อพึงสังเกตอีกจุดหนึ่งก็คือการวาดองค์พระเปรียบเทียบเอกลักษณ์ในการวางตำแหน่งมือและเท้า กับยันต์ครูองค์พระฝีมือของหลวงปู่ที่ปรากฎในตำรา(จากภาพเป็นเล่มของท่านอาจารย์กลับ แสงเขียว) แต่องค์พระลักษณะนี้ก็ใช่จะเป็นวิธีวาดของหลวงปู่ศุขท่านเดียว เคยพบในตำราโบราณบางสำนักก็วาดองค์พระลักษณะนี้เช่นกัน เพียงแต่ทำให้ขอบเขตการพิจารณาแคบลงมาได้เท่านั้น ส่วนที่เหลือต้องพิจารณาเอกลักษณ์ลายมือของหลวงปู่ประกอบไปด้วยครับ12:37:37 อังคาร 26 กรกฏาคม1618
51
หลวงพ่อเส็ง วัดหนองเรือโกลน
8500ศิษย์ปู่ศุขอีกท่าน ภาพเก่าคลาสสิคหาดูยากโดยเฉพาะทรงข้าวหลามตัดนี่ถูกกิเลสเป็นพิเศษครับ13:01:55 ศุกร์ 15 ส.ค.1180
52
หลวงปู่อยู่ วัดดักคะนน (คงอยู่ศุข)
15000มีเรื่องเล่าว่าตอนสร้างโบสถ์วัดดักคะนนเวลาที่ลับตาคนหลวงปู่อยู่ท่านนี้จะใช้มือเปล่าหยิบสลักเหล็กที่เผาไฟจนแดงโร่แล้วกำมือเปล่าอีกข้างตอกสลักเหล็กนั้นแทนค้อนเหล็ก ถือว่าเป็นหนึ่งในสามเทพเจ้าแห่งลุ่มน้ำท่าจีนที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือจนเรียกกันเป็นสโลแกนมงคลนามติดปากว่า "คง อยู่ ศุข" หมายถึงพ่อเฒ่าคง บางกะพี้ หลวงปู่อยู่ ดักคะนน และหลวงปู่ศุข วัดปากคลอง12:59:21 ศุกร์ 15 ส.ค.1061
53
สมเด็จวัดธรรมขันธ์กึ่งพุทธกาลแห่งศิลาดาน
9999ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากลิ้งค์นี้ครับ http://www.watkositaram.com/forum/index.php?topic=11831.012:39:23 ศุกร์ 28 มี.ค.1305
54
สุดยอดเครื่องรางแห่งสำนักวัดดักคะนน
9999ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากกระทู้"ประวัติหลวงพ่อผล วัดดักคะนน ชัยนาท" ลิ้งค์นี้ครับ http://sitluangporguay.com/forum/index.php/topic,2360.0.html 13:16:00 จันทร์ 16 มิ.ย.1202
55
ปิดตามหาอุดวัดหลวงฯ สรรพยา
9999ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากกระทู้ "เมฆพัตรวัดหลวง" ตามลิ้งค์นี้ http://sitluangporguay.com/forum/index.php/topic,21169.0.html 13:17:54 จันทร์ 16 มิ.ย.942
56
พระพิมพ์หลวงพ่อป๊อก วัดโบสถ์
9999ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากกระทู้ "วัตถุมงคล หลวงพ่อป๊อก วัดโบสถ์ อุทัยธานี (((กันสูญ)))" ตามลิ้งค์นี้ http://sitluangporguay.com/forum/index.php/topic,12059.0.html สนใจพิมพ์ไหนสอบถามได้ครับไม่ค่อยได้ลงขาย11:08:22 ศุกร์ 28 มี.ค.1872
57
พระพิมพ์หลวงพ่อเคลือบ วัดบ่อแร่
9999ศึกษารายละเอียดได้จากกระทู้นี้ครับ ประวัติและประมวลภาพ หลวงพ่อเคลือบ วัดบ่อแร่ จ.ชัยนาท ตามลิ้งค์นี้ http://sitluangporguay.com/forum/index.php/topic,11221.0.html?PHPSESSID=8a9fb8b3aa7515393c00fb328c9aef75 13:01:38 จันทร์ 16 มิ.ย.2113
58
เหรียญบาทหลวงพ่อพริ้ง วัดช้างเผือก
99999จากการสำรวจเหรีญบาทหลวงพ่อพริ้งแบบแยกชิ้นส่วน ทำให้พบรายละเอียดอีกประการหนึ่งที่หลวงพ่อซ่อนแฝงเอาไว้ คือนากจากเหรียญบาทที่ลงเหล็กจารแล้ว ด้านหลังของรูปถ่ายทุกรูปยังประทับยันต์ภุชงค์ซ่อนหางด้วยหมึสีแดงเข้าอีกสำทับหนึ่ง เรียกได้ว่าใส่ใจในรายละเอียดแทบจะทุกกระเบียดนิ้ว06:13:19 จันทร์ 27 ม.ค.830
59
ผ่าตะกรุดหลวงพ่อพริ้ง
999999เอาไว้อธิบายภายหลังครับติดไว้ก่อน ให้พิจารณาลายมือการเขียนขอมหวัดของเปรียบเทียบกับที่ลงเหรียญบาทจะเห็นว่าลายมือตรงกัน17:58:54 พุธ 22 ม.ค.1279
60
เหรียญบาทหลวงพ่อพริ้ง วัดช้างเผือก
99999วิธีพิจารณาแยกแยะเหรียญบาทของหลวงพ่ออีกหนึ่งวัตถุมงคลยอดประสบการณ์ของท่าน มีทั้งแบบที่ท่านจารเอง(จารเต็มเหรียญ)และลูกศิษย์ช่วยจาร(จารสามตัว) แบบที่ท่านจารเอง(จารเต็มเหรียญ)นั้นพบน้อยกว่าแบบที่ลูกศิษย์ช่วยจาร(จารสามตัว) ในกรณีที่ท่านจารเองนั้นอักขระคาถาที่ท่านลงไม่ตายตัวแต่สังเกตได้จากลายมือซึ่งท่านจะใช้ขอมหวัดตัวค่อนข้างเล็กเขียนเอียงไปด้านหลัง มักจารเป็นแถวๆเต็มทั้งเหรียญ ส่วนในกรณีที่ลูกศิษย์ช่วยจารนั้นจะลงอักขระคาถาคุณพระรัตนตรัยคือ อิสวาสุ ทุกเหรียญโดยใช้ตัวขอมธรรมดาตัวค่อนข้างใหญ่ สำหรับเหรียญบาทรุ่นแรกที่ท่านแจกออกไปนั้นจะเลี่ยมพลาสติกสีน้ำตาลทุกเหรียญ เว้นเสียแต่เหรียญที่ตกค้างอยู่ในกุฏิของท่าน ที่จารแล้วเสกแล้วแต่ยังไม่ได้เลี่ยมก็มี เพราะท่านทำแจกไปเรื่อยๆ อาจจะเลี่ยมไม่ทันต่อความต้องการของบรรดาลูกศิษย์ โดยเฉพาะหลังจากที่เกิดประสบการณ์ฟ้าผ่า นส.พายัพลูกสาวผู้ใหญ่บ้านแล้วไม่ได้รับอันตราย ปากต่อปากต่างโจทก์จันถึงปาฏิหาริย์เหรียญบาทหลวงพ่อพริ้งข้ามจังหวัดข้ามภูมิภาคออกไปไวเสียยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ดังนั้นจึงต้องสังเกตรอยจารเป็นสำคัญ แม้ภายหลังจากที่ท่านมรณะภาพแล้ว ลูกศิษย์ของท่านองค์หนึ่งก็ยังคงทำออกมา แต่เป็นแบบจารสามตัวและเลี่ยมพลาสติกใสทุกเหรียญ ความคมชัดของภาพจะจางกว่าเพราะเป็นก๊อปปี้จากรุ่นแรก17:56:22 พุธ 22 ม.ค.1091
61
รูปหล่อแขนทะลุปี ๒๑ หลวงพ่อคำ ชาตะสุโข
99999( ของเก๊มีออกมาแล้วสังเกตว่าองค์พระจะมีขนาดย่อมกว่า วรรณะของโลหะจืดซีดกว่า ) จากเหตุการณ์ระเบิดวงไพ่ปรากฎว่ามีผู้เล่นที่นั่งเล่นอยู่ในวงใหญ่ใกล้กับจุดที่ลูกระเบิดตกเพียงไม่กี่คืบ โดยเฉพาะนายทองดี พุทธรักษา ซึ่งนั่งอยู่ติดกับเด็กหนุ่มเจ้าของระเบิดที่เสียชีวิตคาที่ร่างเละ แต่นายทองดีกลับไม่มีบาดแผลแต่อย่างใดเลย ทั้งๆที่สะเก็ดระเบิดพุ่งเข้าประทะอย่างจังทั้งแถบตั้งแต่น่องขา โคนขา ชายโครง จนถึงกกหู ความแรงของระเบิดทำให้ด้ามปืนที่นายทองดีพกมาด้วยฉีกกระจุย แต่ร่างกายของนายทองดีไม่ปรากฏบาดแผลแต่อย่างใด มีเพียงรอยไหม้เป็นจ้ำๆคล้ายโดนธูปจี้ ในเอวของนายทองดีมีตะกรุดโทนเชือกดิบติดตัวอยู่ดอกเดียว ส่วนผู้ใหญ่บรรจง กวางแก้ว นั่งต่อจากนายทองดี ด้านหลังของผู้ใหญ่เป็นเสาบ้าน สภาพของเสาบ้านปรากฎรอยแผลที่เกิดจากแรงสะเก็ดระเบิดพรุนไปทั้งเสาคล้ายถูกสิ่วสกัด แต่ตัวของผู้ใหญ่เองไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย ไม่ทราบสะเก็ดระเบิดรอดตัวแกแล้วไปโดนกกเสาได้อย่างไร เช่นเดียวกันกับนายช้าง ชังชั่วซึ่งนั่งต่อจากผู้ใหญ่ฯ ก็ไม่ได้รับอันตรายแม้ปลายเล็บเช่นกัน ในคอของบุคคลทั้งสองมีเพียงรูปหล่อหลวงพ่อคำรุ่นแขนทะลุ (ผู้ใหญ่เรียกรุ่นจักกะแร้โบ๋) คนละองค์เท่านั้น ส่วนเด็กชายจำรัก ร้องรำลูกชายของนางมาลี ซึ่งก็นั่งอยู่ใกล้ๆกับนางมาลี ก็ไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใดเช่นเดียวกัน ผู้ใหญ่ฯจำได้คร่าวๆว่าเด็กชายจำรักมีล๊อคเกทหลวงพ่อคำติดตัวอยู่ เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ชื่อเสียงของหลวงพ่อคำดังยิ่งกว่าเสียงของระเบิดไม่รู้จักกี่เท่าตัว /// สนใจสอบถามได้ครับ10:58:43 อังคาร 29 กรกฏาคม1313
62
เหรียญหลังสิงห์ หลวงพ่อคำ ชาตะสุโข
99999ขณะนี้ของเก๊มีมากกว่าหนึ่งฝีมือ ดังนั้นตำนิด้านหน้าด้านหลังอาจใช้ไม่ได้กับเหรียญเก๊ฝีมืออื่นที่พัฒนาแล้ว แต่บาร์โค๊ดที่ขอบข้าง ใช้ชี้ขาดได้ทุกฝีมือครับ/////ผู้ใหญ่จงยังเล่าถึงประสบการณ์ของวัตถุมงคลอันเกรียงไกรอีกชนิดหนึ่งของหลวงพ่อ นั่นก็คือเหรียญกลมหลังสิงห์ใหญ่ ปี ๒๕๑๔ ว่าในระหว่างที่ไปกราบหลวงพ่ออยู่นั้น มีอยู่สองรายที่เพิ่งได้รับประสบการณ์รอดตายจากอาวุธปืน จึงมากราบหลวงพ่อและเล่าเรื่องราวให้หลวงพ่อฟัง รายแรกโดนยิงในขณะที่นั่งเฝ้ากระบังปลา ถูกคนร้ายลอบยิงด้วยปืนลูกซองแต่ไม่เข้า เป็นประสบการณ์ทางด้านคงกระพันเช่นเดียวกันกับ ประสบการณ์ของรายที่สองที่ถูกคู่อริยิงด้วยปืนลูกซองในขณะที่ตนกำลังขับรถไถใหญ่ ความแรงของกระสุนทำให้ตนกระเด็นร่วงจากรถไถ แต่ลูกระสุนก็ไม่สามารถทะลุผ่านผิวหนังเข้าไปได้เช่นกัน/// เหรียญนี้เป็นตัวอย่างการชี้ตำหนิครับ ถ้าสนใจโทรสอบถามได้ 10:57:56 อังคาร 29 กรกฏาคม1560
63
หลวงพ่อคำ ชาตะสุโข วัดหัวทะเล นครสวรรค์
2500ตะกรุดเกลียวน๊อต (ดอกนี้ขายแล้วครับ แต่ถ้าสนใจโทรถามได้ถ้ายังพอมีก็แบ่งกันได้ครับ)11:24:31 จันทร์ 13 ม.ค.1579
64
หลวงพ่อคำ ชาตะสุโข วัดหัวทะเล นครสวรรค์
3500ตะกรุดหลอดกาแฟ รุ่นสร้างสะพานปี๑๔ (ดอกนี้ขายไปแล้วแต่ถ้าสนใจก็สอบถามได้ครับถ้ายังพอมีก็แบ่งได้)11:26:01 จันทร์ 13 ม.ค.1147
65
หลวงพ่อคำ ชาตะสุโข วัดหัวทะเล นครสวรรค์
4000ตะกรุดแจกแม่ครัว ดอกจะสั้นกะทัดรัดสวยงาม ความยาวอยู่ที่ประมาณ ๒ นิ้ว (ดอกนี้ขายไปแล้วแต่ถ้าสนใจก็สอบถามได้ครับถ้ายังพอมีก็แบ่งได้)11:26:35 จันทร์ 13 ม.ค.1114
66
หลวงพ่อคำ ชาตะสุโข วัดหัวทะเล นครสวรรค์
5000ตะกรุดมหารูด ดอกยาวประมาณ ๕ นิ้ว ข้อแตกต่างอยู่ตรงชนิดของรักเป็นรักน้ำเกลี้ยงสีจะออกน้ำตาลไม่ดำเหมือนรุ่นอื่นๆ สังเกตเชือคาดจะไม่มีปมสำหรับบังคับดอกตะกรุด แต่จะปล่อยเชือกเป็นทางยาวสำหรับรูดไปมาได้ (ดอกนี้ขายไปแล้วแต่ถ้าสนใจก็สอบถามได้ครับถ้ายังพอมีก็แบ่งได้)11:32:17 จันทร์ 13 ม.ค.1383
67
หลวงพ่อคำ ชาตะสุโข วัดหัวทะเล นครสวรรค์
7500ตะกรุดแม่ทัพ รุ่นสร้างสะพานปี๑๔ มีความใกล้เคียงกันกับรุ่นฟ้าชายแบบสามกษัตริย์ทั้งขนาดและลายถักต่างกันตรงแผ่นจารซึ่งตะกรุดรุ่นแม่ทัพเป็นแบบแผ่นโลหะชนิดเดียวแผ่นเดียวตัดเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีความยาวกว่าธรรมดามาก เวลาม้วนจึงสามารถม้วนได้หลายรอบ ถักปิดหัวปิดท้ายหุ้มแผ่นจาร (ดอกนี้ขายไปแล้วแต่ถ้าสนใจก็สอบถามได้ครับถ้ายังพอมีก็แบ่งได้)09:53:02 เสาร์ 10 พ.ค.1685
68
หลวงพ่อคำ ชาตะสุโข วัดหัวทะเล นครสวรรค์
7500รุ่นฟ้าชาย09:54:50 เสาร์ 10 พ.ค.1403
69
หลวงพ่อคำ ชาตะสุโข วัดหัวทะเล นครสวรรค์
12000ตะกรุดหัวท้ายโผล่ (ดอกนี้ขายไปแล้วแต่ถ้าสนใจก็สอบถามได้ครับถ้ายังพอมีก็แบ่งได้) ตะกรุดยุคแรกๆก่อนปี ๒๕๐๐-๒๕๐๐กว่าๆ ศึกษารายละเอียดตะกรุดหลวงพ่อคำได้ตามลิ้งค์นี้ครับ http://sitluangporguay.com/forum/index.php/topic,19862.0.html12:00:04 จันทร์ 13 ม.ค.1602
70
พระบูชาหลวงปู่ศุข พิธีวัดดอนตูมปี ๒๕๒๑
12000พิธีอธิษฐานจิตวัตถุมงคลวัดดอนตูมเมื่อปี ๒๕๒๑ มีรายชื่อคณาจารย์ร่วมอธิษฐานจิตทั้งหมด ๒๙ รูปซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่นเช่น หลวงปู่ผาง ,หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ,หลวงพ่อพุธ วัดป่าสาละวัน,พระอาจารย์สมชาย วัดเขาสุกิม,พระอุดมสังวรญาณเถระ (หลงพ่อวัน) วัดอภัยดำรงธรรม ,หลวงปู่สิม ถ้ำผาป่อง ฯ เป็นต้น และทำการปลุกเสกเดี่ยว โดยศิษย์สายตรงหลวงปู่ศุขในยุคนั้นอีก เช่น 1.หลวงปู่คำแสน คุณังกโร วัดป่าสวนดอก เชียงใหม่ 2.หลวงพ่อเอีย กิตติโก วัดบ้านด่าน ปราจีนบุรี 3.หลวงพ่อหน่าย อินทสโร วัดบ้านแจ้ง อยุธยา 18:24:38 เสาร์ 05 ก.ย.734
71
หลวงปู่ศุข รุ่นฉลองหุ่นขี้ผึ้งปี ๒๕๓๐
4500เป็นพระบูชาของหลวงปู่อีกรุ่นที่น่าสนใจครับ โอกาสดีพิธีใหญ่ มีพระคณาจารย์ปลุกเสกตามรายชื่อที่ปรากฎในใบพิธีดังภาพ12:52:10 อาทิตย์ 12 ม.ค.412
72
พระบูชาหลวงพ่อเคลือบ วัดหนองกระดี่ปี ๑๕
15000เนื้อปูนผสมผงอัฐิเถ้าอังคารของหลวงพ่อ พิธีใหญ่วัดทัพทัน08:00:27 เสาร์ 11 ม.ค.1271
73
จุดแยกแยะเหรียญเสมาปี ๐๑และปี ๐๙
99999ไว้มีเวลาค่อยมาอธิบายอีกทีครับ ในหลายๆกระทู้ขอติดคำอธิบายไว้ก่อน06:56:37 เสาร์ 11 ม.ค.946
74
หลวงพ่อเคลือบ วัดบ่อแร่ ชัยนาท
99999ตะกร้าจีน สุดยอดของความประณีตอีกเช่นกัน พระครูศักดิ์เคยช่วยหลวงพ่อทำในช่วงหลังให้การว่าตะกร้าจีนลูกหนึ่งกินเวลาเป็นอาทิตย์ เริ่มตั้งแต่การจักตอกแล้วเหลากลับไปกลับมาอยู่หลายเที่ยว จากนั้นก็จะนำมารูดด้วยกระดาษทรายเรื่อยไปจนกระทั่งลูบลงไปแล้วไม่มีอะไรให้สะดุดมือนั่นแหละจึงได้ตอกเส้นหนึ่ง ดังนั้นตะกร้าจีนของหลวงพ่อสามารถแยกแยะได้จากรายละเอียดแห่งความใส่ใจในทุกๆอณูของเนื้อไม้ประกอบกับที่มาให้เกิดความชัดเจนได้06:51:11 เสาร์ 11 ม.ค.416
75
หลวงพ่อเคลือบ วัดบ่อแร่ ชัยนาท
99999กระจ่า ด้ามนี้เป็นของอ.อำนาจ วันทอง ฝีมือละเอียดประณีตเป็นที่สุด แถมแกะเป็นรูปลิงไว้ที่ปลายด้ามอีกต่างหาก กระจ่าด้ามหนึ่งหลวงพ่อใช้เวลาในการรังสรรค์แบบใส่ใจทุกลมหายใจเข้าออก ด้ามหนึ่งก็กินเวลาประมาณ๒-๓วันเลยทีเดียว จึงเป็นที่หวงแหนของบรรดาศิษย์ยิ่งนัก หากไม่นำเสนอไว้เห็นทีคนรุ่นหลังจะเก็บเข้าหลังบ้านหมดเพราะอาจเข้าใจว่าเป็นเพียงของใช้ธรรมดาๆเท่านั้น06:40:30 เสาร์ 11 ม.ค.668
76
พระผงอัฐิหลวงปู่ศุข(พิมพ์คะแนน)
999999 พิมพ์นี้เป็นพิมพ์ที่หายากที่สุดพบน้อยที่สุด สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพิมพ์คะแนนของพระรุ่นนี้ ดูฝีมือช่างที่แกะแม่พิมพ์จะเห็นได้ว่าเป็นช่างเดียวกันกับแม่พิมพ์พระเนื้อชินตะกั่วของหลวงพ่อเคลือบ วัดบ่อแร่ นั่นก็คือพระสมุห์ชัยสิทธิ์(อ้วน)ซึ่งภายหลังไปเป็นเจ้าอาวาสวัดวิจิตรการนิมิตร ฝั่งธนฯ22:25:52 เสาร์ 28 ธ.ค.1579
77
พระผงอัฐิหลวงปู่ศุข(พิมพ์ฐานคู่)
4000พระผงที่ท่านจัดสร้างนี้คุณตาประเสริฐ ขวัญเถื่อนลูกศิษย์หลวงตาบุญเล่าว่าให้ฟังในระหว่างเก็บกวาดกุฏิและหอประชุมหลังเก่าก่อนที่จะทำการเคลื่อนย้ายนั้น พบว่าตำราของหลวงปู่ศุขทั้งที่เป็นสมุดใบลานบ้างสมุดข่อยบ้างผุกร่อนเสียหายเป็นจำนวนมากครั้นจะทอดทิ้งเสียเฉยๆก็เป็นการเปล่าประโยชน์และไม่สู้จะเหมาะสมนัก จึงดำริที่จะสร้างเป็นองค์พระขึ้นมา นอกจากจะมีผงจากตำราเก่าของหลวงปู่แล้วพระผงชุดนี้ยังมีผงอัฐิและอังคารธาตุของหลวงปู่ศุขคลุกเคล้าเป็นส่วนผสมอีกด้วย สังเกตได้ว่าพิมพ์ของพระผงสามเหลี่ยมฐานเขียงนั้นต่อมาหลวงพ่อเคลือบ วัดบ่อแร่ได้นำไปเทเป็นเนื้อตะกั่วพิมพ์เล็ก ส่วนพิมพ์ฐานคู่นั้นภายหลังหลวงพ่อฤาษีลิงดำนำไปเทเป็นพระเนื้อเงินและเนื้อชินเงินรุ่นไฟลวกมือเมื่อ ปี ๐๘ 22:51:56 อังคาร 17 มิ.ย.1174
78
พระผงอัฐิหลวงปู่ศุข(พิมพ์ฐานเขียง)
4000(พระผงอัฐิหลวงปู่ศุข หลวงตาบุญผู้เป็นบุตรบุญธรรมคนเดียวของหลวงปู่ศุขสร้างเมื่อปี ๒๔๙๖)หลวงตาบุญท่านถนัดในทางโหราศาสตร์ ท่านถือว่าเป็นศิษย์สายวัดปากคลองฯยุคสุดท้ายที่ทันตัวหลวงปู่และได้รับการถ่ายทอดวิทยาคมจากองค์หลวงปู่ศุขโดยตรง มิหนำซ้ำท่านยังมีศักดิ์เป็นหลานแท้ๆและที่สำคัญคือท่านเป็นบุตรบุญธรรมคนเดียวของหลวงปู่ศุข ซึ่งท่านเป็นบุตรของคุณพ่อรุ่ง เกษเวชสุริยา ผู้เป็นน้องชายคนที่ 2 ของหลวงปู่ศุข มารดาของท่านชื่อคุณแม่เปลี่ยน มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 4 คนคือ 1. นางนาก 2.นางเลื่อน 3. นายยา 4.หลวงตาบุญ ทัตโตภาโส หลวงตาบุญท่านบวชครั้งแรกโดยมีหลวงปู่ศุขเป็นพระอุปัชฌาย์ และอยู่รับใช้หลวงปู่เรื่อยมาจนกระทั่งหลวงปู่มรณะภาพ ท่านจึงได้สึกหาลาเพศไป ประกอบสัมมาอาชีพมีครอบครัวแล้วก็กลับมาบวชอีกครั้ง หลวงตาบุญท่านนี้มีความเชี่ยวชาญในด้านการทำนายทายทัก ความสามารถพิเศษในด้านการหยั่งรู้ของท่านนี้มีเรื่องเล่าว่า ก่อนที่ท่านจะมรณะภาพในปี พ.ศ.๒๕๐๕ ท่านเขียนตัวเลขไว้ที่กระดานชนวนแล้วคว่ำหน้าไว้ หลังจากที่หวยออกแล้วพอดีมีคนมาพลิกกระดานชนวนขึ้นมาดูปรากฏว่าตัวเลขทั้ง ๗ หลักตรงกับรางวัลที่หนึ่งชนิดที่ไม่มีการสลับตำแหน่งเลยทีเดียว หลวงตาบุญท่านได้สร้างวัตถุมงคลขึ้นชุดหนึ่งในคราวย้ายกุฏิและหอประชุมของวัดปากคลองมะขามเฒ่าเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๖โดยมีหลวงพ่อเคลือบ วัดบ่อแร่ ทำการปลุกเสกให้ด้วย รายการวัตถุมงคลที่จัดสร้างในคราวนั้นมีดังนี้ ๑.ผงใบลานผสมอัฐิคลุกรักพิมพ์ฐานเขียง ๒.ผงใบลานผสมอัฐิคลุกรักพิมพ์ฐานคู่ ๓.ผ้ายันต์ชายธง ๔.ผ้ายันต์ราชสีห์ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://sitluangporguay.com/forum/index.php?topic=11233.006:36:35 จันทร์ 24 ก.พ.1337
79
หลวงตาหงำ วัดปากคลองมะขามเฒ่า
1500 แต่ที่ขึ้นชื่อที่สุดของหลวงตาหงำต้องยกให้ลูกอมเทียนของท่านที่ดีเด่นทางเมตตามหานิยมและป้องกันเขี้ยวงาได้ชะงัดนักโดยเฉพาะเรื่องสุนัขถือว่าเป็นประสบการณ์ที่เล่าขานกันหนาหู ภายในลูกอมเทียนของท่านบางลูกก็บรรจุด้วยกระดาษลงอักขระ บางลูกก็บรรจุเม็ดมะกล่ำตาควายซึ่งเป็นต้นไม้เก่าแก่ของวัดปากคลองฯ มีสัณฐานคล้ายรูปหัวใจมีวรรณะสีแดงเลื่อม อำนาจทางเมตตาของท่านนี้มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่าครั้งหนึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจับท่าน ในมือต่างถือปืนทำท่าทำทางแบบเอาเป็นเอาตายกล่าวว่าท่านในทาง เสียๆหายๆหลายประการ แต่สุดท้ายเมื่อเข้าพบหลวงตาหงำเข้าแล้วก็กลับเกิดอ่อนน้อมถ่อมตนหมอบกราบ ท่านอย่างสิโรราบยกเลิกความคิดที่จะมาจับตัวท่านไปเสียสิ้น มิหนำซ้ำยังมอบอาวุธปืนเหล่านั้นให้กับหลวงตาหงำแล้วพากันฝากตัวเป็นศิษย์ท่านทุกนาย หลวงตาหงำมรณะภาพเมื่อประมาณปี 2510 หลังจากที่ท่านมรณะภาพปรากฎว่าพวกจิ้งจก ตุ๊กแก ในกุฏิท่านล่วงลงมาตายเกลื่อนกลาด เป็นเรื่องแปลกอยู่เช่นกัน ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://sitluangporguay.com/forum/index.php?topic=11233.012:20:16 จันทร์ 13 ม.ค.800
80
หลวงตาหงำ วัดปากคลองมะขามเฒ่า
4500 ( ประภามณฑลฐานสำเภาเนื้อชินเขียวหลวงตาหงำ...องค์นี้ขายแล้วครับแต่ถ้าสนใจสอบถามได้ครับ ถ้าเหลือหลายองค์ก็พอแบ่งให้ได้ครับ ) หลวงตาหงำนั้น ท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่ศุขตั้งแต่หลวงปู่ศุขยังมีชีวิตอยู่ ท่านอยู่วัดปากคลองฯมาเนิ่นนาน แต่ท่านไม่ยอมรับตำแหน่งเจ้าอาวาส รับแต่รักษาการไว้เท่านั้น หลวงตาหงำเป็นพระที่ชาวบ้านโดยเฉพาะชาวตลาดวัดสิงห์ ให้ความเคารพนับถือกันถ้วนหน้า ท่านใช้วิชาความรู้ของท่านช่วยเหลือชาวบ้านอย่างไม่เลือกชั้นวรรณะ ความเป็นอยู่ของท่านเป็นไปอย่างสมถะเรียบง่ายและไม่ชอบโอ้อวดสรรพคุณ แต่อาจจะมีความประพฤติที่เป็นไปในทางโลกวัชชะบ้าง นั่นก็คือการดูดฝิ่นของท่าน แต่สำหรับชาวบ้านเองไม่ได้ถือสาหาความท่านแต่อย่างไร เพราะท่านไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ใด มิหนำซ้ำยังเป็นที่พึ่งพาอาศัยของชาววัดสิงห์แทบจะไม่เว้นหลังคาเรือน ถึงกระนั้นกฎหมายก็มิได้รับฟัง เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงต้องปฏิบัติตามหน้าที่ แต่ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ทางบ้านเมืองหรือคณะพระสังฆาธิการก็ไม่สามารถเอาผิดกับท่านได้ ท่านสามารถทำฝิ่นให้เป็นใบชาได้ในพริบตาด้วยอำนาจจิตของท่าน คล้ายๆกับเรื่องราวของหลวงพ่อเคลือบ วัดหนองกระดี่ จังหวัดอุทัยธานี ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://sitluangporguay.com/forum/index.php?topic=11233.013:00:45 อาทิตย์ 24 ส.ค.1259
81
หลวงตาหงำ วัดปากคลองมะขามเฒ่า
6000( ประภามณฑลฐานสำเภาเนื้อชินเงินหลวงตาหงำ) องค์นี้โชว์ครับ แต่ถ้าสนใจก็สอบถามได้ถ้าเหลือหลายองค์ก็พอแบ่งให้ได้ครับ ในด้านวัตถุมงคลนั้นมีพระพิมพ์สี่เหลี่ยมประภามณฑลพิมพ์หนึ่งที่จัดสร้างในขณะที่ทั้งหลวงตาบุญและหลวงตาหงำยังมีชีวิตอยู่ จากคำบอกเล่าของผู้ที่เคยช่วยเทพระพิมพ์นี้ จัดสร้างขึ้นราวๆปี ๒๕๐๐ ต้นๆ โดยจะเห็นได้ว่า พระพิมพ์รุ่นไฟลวกมือของหลวงพ่อฤาษีลิงดำที่จัดสร้างตั้งแต่อยู่วัดปากคลองฯเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๘ ก็มีศิลปะและวิวัฒนาการไปจากพระพิมพ์รุ่นนี้ ซึ่งมักจะรู้จักกันดีในนาม “พระหลวงตาหงำ” มีด้วยกัน 2 เนื้อคือเนื้อชินเงินและเนื้อชินเขียว ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://sitluangporguay.com/forum/index.php?topic=11233.013:01:38 อาทิตย์ 24 ส.ค.2928
82
หลวงพ่อยอด วัดหนองจิก(เล็บมือ)
99999ผงอัฐิ (องค์นี้ของ อ.อำนาจ วันทองเพื่อเผยแพร่ครับ ข้อมูลตามลิ้งนี้ครับ https://sites.google.com/site/prakruengchainat/poo-yod20:45:51 พุธ 27 ส.ค.905
83
ผงอัฐิหลวงพ่อยอด วัดหนองจิก(สี่เหลี่ยม)
99999แห่งตำนาน (องค์นี้ของอ.อำนาจ วันทองเพื่อเผยแพร่ครับ) ประวัติและข้อมูลตามลิ้งนี้ครับ https://sites.google.com/site/prakruengchainat/poo-yod20:50:19 พุธ 27 ส.ค.1139
84
ตะกรุดหลวงพ่อเคลือบ วัดบ่อแร่
99999เนื้อตะกั่ว ปลอกเงินขึ้นลาย ด้ายมัดตราสังขอด ๘ ปม(ญาติหลวงพ่อนะได้มาจากหลวงพ่อนะอีกต่อหนึ่งซึ่งหลวงพ่อนะยืนยันว่าเป็นตะกรุดของหลวงพ่อเคลือบวัดบ่อแร่อุปัฌชาย์ท่าน)00:36:21 เสาร์ 28 ธ.ค.863
85
หลวงพ่อโต วิหารทอง ชัยนาท
12500ผ้ายันต์แดงทหารผี18:27:07 เสาร์ 05 ก.ย.897
86
หลวงพ่อคร้าม วัดสะพานหิน ชัยนาท
3500พระคณาจารย์ยุคเก่าอีกองค์ของชัยนาทครับ ที่แทบจะไม่ปรากฎชื่อให้ได้ยินในยุคปัจจุบัน ตะกรุดของท่านต้องแบกปืนมาเอาครับ ถ้ายิงออกไม่ต้องเอาไป พูดถึงความเรืองวิชาของหลวงพ่อแล้ว ลูกศิษย์รุ่นเก่าๆเล่ากันว่าเวลาหลวงพ่อจะมอบตะกรุดให้กับผู้ใด ท่านจะเสกให้อีกคำรบหนึ่ง หลวงพ่อท่านจะเสกทีละดอก เสกเสร็จทดลองกันต่อหน้าตรงนั้นได้เลย สอบถามจากผู้ใกล้ชิดก็เล่าเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ว่ารายไหนรายนั้นก็เห็น แชะๆ ไปตามๆกัน ความเชี่ยวชาญทางด้านมหาอุดของท่านนี้ มีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งท่านเคยเดินทางไปบอกบุญถึงทางแถบบ้านหนองโก เขตนครสวรรค์ เจอโจรใจบาปดักปล้นกลางทาง หลวงพ่อโยนรองเท้าเชือกหนังที่ท่านใส่ให้โจรยิงแล้วท้าพวกโจรว่า “ถ้าพวกมึงยิงออก พวกมึงค่อยมาเอาเงินที่กูไป” ปรากฎว่าพวกโจรจะช่วยกันยิงอย่างไรก็ยิงไม่ออก สุดท้ายก็ต้องยอมต่ออำนาจของท่าน จากที่ประสงค์ร้ายก็กลักลายเป็นสวามิภักดิ์ในที่สุด สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้จากลิ้งค์นี้ครับ http://sitluangporguay.com/forum/index.php?topic=14601.0 13:10:17 ศุกร์ 15 ส.ค.785
87
หลวงพ่อโอ วัดหางน้ำ ชัยนาท
6500พระพุทธพิมพ์ใบหอก งามโคตร เหรียญหล่อพระพุทธพิมพ์ใบหอก เท่าที่พบเห็นแล้วนำมาพิจารณาแล้วทำให้พบข้อแตกต่างที่พอจะจำแนกออกได้เป็น ๓ พิมพ์ดังนี้ พิมพ์ที่ 1 ขาซ้ายทับขาขวา วงพระพักตร์เล็กเรียบปรากฎพระเนตรและนาสิกแต่เพียงผิวเผิน พระเกศเล็ก พิมพ์ที่ 2 ขาซ้ายทับขาขวา วงพระพักตร์ใหญ่ ปรากฎพระเนตรและพระนาสิกชัดเจน พระเกศใหญ่ พิมพ์ที่ 3 อกกลม มีเส้นริ้วจีวรและสังฆาฏิ ขาขวาทับขาซ้าย พระเนตรและพระนาสิกเด่นชัด ศิลปะการแกะแม่พิมพ์ไม่ค่อยสอดคล้องกับ ๒ พิมพ์ข้างต้นดูแล้วน่าจะเป็นช่างคนละคนกัน ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากลิ้งค์นนี้ http://sitluangporguay.com/forum/index.php/topic,3579.30.html18:30:49 เสาร์ 05 ก.ย.1087
88
กุมารหลวงพ่อสด วัดหนองสะแก
15000ตัวนี้ขายแล้วครับ ถ้าสนใจสอบถามได้ครับ ถ้าเหลือหลายตัวก็พอแบ่งได้ องค์นี้พิมพ์จมูกเหลี่ยม(นิยม) กุมารของหลวงพ่อแกะด้วยกาฝากไม้ทองหลาง ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่าเวลาบรรจุลงขวดหลวงพ่อจะเสกให้กุมารโดดลงขวดเอง เรื่องนี้มีประจักษ์พยานอยู่ท่านหนึ่งครับแกเป็นหมอทำคลอดแผนโบราณบ้านอยู่ทางแถบวัดเนื้อร้อน แกเล่าว่าปีนั้นที่วัดหนองสะแกจัดงานประจำปี หลวงพ่อเสกกุมารอยู่กลางศาลามีคนมุงดูอยู่หลายสิบคน ตนก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย และสิ่งที่เห็นก็คือกุมารไม้แกะกระโดดลงขวดทีละตัวราวกับมีชีวิต เรื่องเล่าและประสบการณ์เกี่ยวกับกุมารของหลวงพ่อมีมากมายครับ สนใจเข้าไปศึกษาข้อมูลบางส่วนเพิ่มเติมตามชื่อกระทู้และลิ้งด้านล่างได้ครับ "กุมารหลวงพ่อสด วัดหนองสะแก สุดยอดศาสตร์และศิลป์" http://sitluangporguay.com/forum/index.php?topic=3419.3018:31:20 เสาร์ 05 ก.ย.1145
89
หลวงพ่อพริ้ง วัดช้างเผือก ชัยนาท
12000รุ่นแรกผิวไฟแชมป์ๆ ด้วยความกระเดื่องในเรื่องฤทธิ์ของท่านนี้เป็นที่เชื่อถือกันมากในแวดวงทหารตำรวจ โดยเฉพาะทหาร ถึงขนาดที่ว่านายทหารยศระดับนายพลท่านหนึ่งของประเทศลาวเคยอาราธนานิมนต์ท่านไปยังประเทศของตน หลวงพ่อพระครูศักดิ์ วัดบ่อแร่เล่าให้ฟังว่าการข้ามไปฝั่งลาวในคราวนั้นสร้างชื่อเสียงให้แก่ท่านเป็นอย่างมาก เหตุเพราะนายพลท่านนั้นทำการทดลองอานุภาพตะกรุดของหลวงพ่อโดยเอาตะกรุดทั้งเส้นพันเข้ากับลูกระเบิดแล้วถอดสลักขว้างออกไป ผลปรากฎว่าระเบิดมือที่มีอานุภาพในการทำลายล้างสูงกลายเป็นลูกน้อยหน่าไปโดยฉับพลัน เมื่อกลไกของลูกระเบิดไม่ทำงาน ลูกระเบิดไม่ดังแต่หลวงพ่อดังยิ่งกว่าระเบิด พระมหาเปรียญของประเทศลาวที่อยู่ในเหตุการณ์ในขณะนั้นถึงกับขอติดตามท่านมายังเมืองไทยเพื่อศึกษาวิชาจากท่าน ท่ามกลางดงเสือดงจระเข้ในแถบบ้านป่าผาดอนอย่างบ้านโพธิ์ทองในสมัยก่อนนั้น ถ้าหากพระสงฆ์องค์เจ้าที่มาอยู่ไม่แน่จริง เป็นอันต้องเผ่นแนบเป็นแน่แท้ แม้แต่หลวงพ่อตอนที่ท่านมาอยู่วัดช้างเผือกใหม่ๆก็ยังไม่วายที่จะถูกลองดี คงจะเป็นพวกเสือในแถบนั้นมันคงคิดจะลองวิชาท่าน ท่านเล่าให้ผู้ใหญ่วนฟังว่า “เมื่อคืนสงสัยมีคนมาแอบยิงข้าว่ะ เสียงดังเปรี๊ยะๆข้าก็เอาไฟฉายส่อง มันก็วิ่งแน่บไป” ถือว่าหลวงพ่อท่านผ่านด่านแรกไปได้อย่างสบายๆ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องปืนผาหน้าไม้เท่านั้นในด้านความอยู่ยงคงกระพันก็เช่นกันเชื่อกันว่าหลวงพ่อสำเร็จวิชาคงกระพันขั้นสูงเลยทีเดียว เพราะทุกครั้งที่ท่านป่วยไม่ว่าใครก็ไม่สามารถทิ่มเข็มให้ทะลุผิวหนังของท่านได้นอกจากท่านจะฉีดของท่านเอง แม้แต่เส้นผมหนวดเคราท่านก็อยู่คงต่อคมมีดโกนด้วยเช่นกันทุกวันปลงท่านจะต้องทำการปลงผมของท่านเองทุกครั้ง ในสมัยนั้นอาจารย์สักยันต์ที่ไหนดังๆท่านมักจะไปลองเสมอ สุดท้ายอาจารย์สักเหล่านั้นก็ต้องยอมสิโรราบต่อหลวงพ่อถึงกับขอเป็นศิษย์บ้างก็มี เหตุเพราะไม่ว่าจะแทงเข็มสักอย่างไรปลายเข็มอันแหลมคมก็ไม่สามารถทะลุผ่านผิวหนังของท่านไปได้ ศึกษาเพิ่มเติมตามลิ้งค์นี้http://www.watkositaram.com/forum/index.php?topic=11142.010:20:22 อังคาร 11 เม.ย.924
90
ส่องคบ ขุนศึกเมืองแพรก
99999พี่แอ๊ดคนสุพรรณคล้องมเหศวร เราท่านคนขัยนาทก็ต้องส่องคบนี่แหละครับ23:26:27 ศุกร์ 27 ธ.ค.721
91
กุมารหลวงพ่อสด วัดหนองสะแก
99999จรกา ศิลป์ชั้นครู กุมารของหลวงพ่อแกะด้วยกาฝากไม้ทองหลาง ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่าเวลาบรรจุลงขวดหลวงพ่อจะเสกให้กุมารโดดลงขวดเอง เรื่องนี้มีประจักษ์พยานอยู่ท่านหนึ่งครับแกเป็นหมอทำคลอดแผนโบราณบ้านอยู่ทางแถบวัดเนื้อร้อน แกเล่าว่าปีนั้นที่วัดหนองสะแกจัดงานประจำปี หลวงพ่อเสกกุมารอยู่กลางศาลามีคนมุงดูอยู่หลายสิบคน ตนก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย และสิ่งที่เห็นก็คือกุมารไม้แกะกระโดดลงขวดทีละตัวราวกับมีชีวิต เรื่องเล่าและประสบการณ์เกี่ยวกับกุมารของหลวงพ่อมีมากมายครับ สนใจเข้าไปศึกษาข้อมูลบางส่วนเพิ่มเติมตามชื่อกระทู้และลิ้งด้านล่างได้ครับ "กุมารหลวงพ่อสด วัดหนองสะแก สุดยอดศาสตร์และศิลป์" http://sitluangporguay.com/forum/index.php?topic=3419.3023:28:11 ศุกร์ 27 ธ.ค.1021
92
กุมารหลวงพ่อสด วัดหนองสะแก
99999นาฬิเก ศิลป์ชั้นครู กุมารของหลวงพ่อแกะด้วยกาฝากไม้ทองหลาง ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่าเวลาบรรจุลงขวดหลวงพ่อจะเสกให้กุมารโดดลงขวดเอง เรื่องนี้มีประจักษ์พยานอยู่ท่านหนึ่งครับแกเป็นหมอทำคลอดแผนโบราณบ้านอยู่ทางแถบวัดเนื้อร้อน แกเล่าว่าปีนั้นที่วัดหนองสะแกจัดงานประจำปี หลวงพ่อเสกกุมารอยู่กลางศาลามีคนมุงดูอยู่หลายสิบคน ตนก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย และสิ่งที่เห็นก็คือกุมารไม้แกะกระโดดลงขวดทีละตัวราวกับมีชีวิต เรื่องเล่าและประสบการณ์เกี่ยวกับกุมารของหลวงพ่อมีมากมายครับ สนใจเข้าไปศึกษาข้อมูลบางส่วนเพิ่มเติมตามชื่อกระทู้และลิ้งด้านล่างได้ครับ "กุมารหลวงพ่อสด วัดหนองสะแก สุดยอดศาสตร์และศิลป์" http://sitluangporguay.com/forum/index.php?topic=3419.3023:30:30 ศุกร์ 27 ธ.ค.646
93
กุมารหลวงพ่อสด วัดหนองสะแก
22000โยกเยก (จมูกเหลี่ยม) จารแปดตัว นะมะพะทะ นะชาลีติ กุมารของหลวงพ่อแกะด้วยกาฝากไม้ทองหลาง ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่าเวลาบรรจุลงขวดหลวงพ่อจะเสกให้กุมารโดดลงขวดเอง เรื่องนี้มีประจักษ์พยานอยู่ท่านหนึ่งครับแกเป็นหมอทำคลอดแผนโบราณบ้านอยู่ทางแถบวัดเนื้อร้อน แกเล่าว่าปีนั้นที่วัดหนองสะแกจัดงานประจำปี หลวงพ่อเสกกุมารอยู่กลางศาลามีคนมุงดูอยู่หลายสิบคน ตนก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย และสิ่งที่เห็นก็คือกุมารไม้แกะกระโดดลงขวดทีละตัวราวกับมีชีวิต เรื่องเล่าและประสบการณ์เกี่ยวกับกุมารของหลวงพ่อมีมากมายครับ สนใจเข้าไปศึกษาข้อมูลบางส่วนเพิ่มเติมตามชื่อกระทู้และลิ้งด้านล่างได้ครับ "กุมารหลวงพ่อสด วัดหนองสะแก สุดยอดศาสตร์และศิลป์" http://sitluangporguay.com/forum/index.php?topic=3419.3006:38:55 จันทร์ 24 ก.พ.964
94
หลวงพ่อโม วัดจันทร์ ชัยนาท
9999 ภาพหน้าหนุ่มของหลวงพ่ออีกอิริยาบถหนึ่งที่หาชมได้ไม่ง่ายนัก การ์ดด้านบนจารคาถาเอกลักษณ์ของสายวัดใหม่ฯนั่นคือ "มิสินะโจ อะขัดฆะ สุกโก สุกโก พุทโธปัญจะ"ในโลกนี้มีเห็นใช้อยู่สามท่านเท่านั้นครับและก็เป็นเอกลักษณ์ของสายวัดใหม่บำเพ็ญบุญที่เด่นชัด ท่านแรกก็คือหลวงพ่อคง วัดใหม่ฯ(ต้นตำหรับแต่อาจจะสืบมาจากหลวงพ่อม่วง,หลวงพ่อเถื่อนปรมาจารย์ยุคดึกดำบรรพ์ของสายวัดใหม่ฯอีกทอดก็ได้) ท่านที่สองก็หลวงพ่อโม วัดจันทนาราม(ศิษย์หลวงพ่อคง) ส่วนท่านที่สามก็คือหลวงพ่อเชื้อนี่แหละครับ (อ้อ.ชื่อหลวงพ่อที่เขียนไว้ด้านหลังผมเขียนไว้เองนะครับ..เดี๋ยวผู้สืบทอดจะไม่รู้ที่) สนใจการวิเคราะห์รายละเอียดแบบเป็นขั้นตอนศึกษาได้ตามลิ้งค์นี้ครับ http://sitluangporguay.com/forum/index.php?topic=4595.022:56:19 อังคาร 17 มิ.ย.1370
95
หลวงพ่อคง วัดบางกระพี้ ชัยนาท
99999วิเคราะห์ลูกคิดหลวงพ่อคง วัดบางกระพี้แบบเจาะลึก ความจริงก็หาไม่ได้ง่ายๆแต่พอดีได้มาเพิ่มเป็นลูกที่สอง ก็เลยสนองความกระหายใคร่รู้ของตนเองด้วยวิธีการแบบเถื่อนๆบ้านๆ นี่แหละครับ คว้าอีเหน็บขึ้นมาได้ก็พลิกเอาข้างสันเคาะโป๊กลงไป ความลับในโลกก็ได้เปิดเผยออกมา สิ่งที่เห็นก็คือมีเม็ดกรวดทรายขนาดละเอียดปนอยู่บ้าง และที่สร้างความแตกต่างก็คือเม็ดผงวิเศษสีขาวกระจายตัวอยู่ทั่วไป ทำให้สิ้นสงสัยลงไปได้ว่า ไม่ใช่ลูกแวดินเผาที่เขาใช้ในงานทอผ้าในสมัยก่อน23:32:47 ศุกร์ 27 ธ.ค.1027
96
หลวงพ่อคง วัดบางกระพี้ ชัยนาท
99999ปิดตาหลวงพ่อคง วัดบางกระพี้ปรมาจารย์เฒ่าแห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ปิดตาของท่านมี ๒ พิมพ์คือ พิมพ์ชาวบ้านและพิมพ์นิยม (อธิบายดังภาพที่๓) พิมพ์ชาวบ้านศิลปะการแกะแม่พิมพ์ดูไม่ค่อยได้สัดส่วนมากนัก มีขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าพิมพ์นิยมเล็กน้อย ส่วนพิมพ์นิยมน่าจะเป็นช่างมีฝีมือสังเกตุได้จากศิลปะที่มีความสวยงามกะทัดรัดดูมีความลงตัวมากขึ้น เท่าที่พบมี ๒ เนื้อคือ ชินตะกั่วและเมฆพัตร ส่วนเนื้อดินเผานั้นสร้างหลังจากหลวงพ่อมรณะภาพแล้ว ได้รวบรวมเถ้าอัฐิมาผสมทำเป็นพระเนื้อดินเผามี ๒ พิมพ์คือพิมพ์นางพญาและพิมพ์พระปิดตา รุ่นเก่าเล่าว่าหลวงปู่ศุขเป็นผู้จัดสร้างและปลุกเสก ปัจจุบันหาดูแทบไม่ได้แล้ว ผู้เขียนเองก็เห็นครั้งหลังสุดก็น่าจะเกือบ ๑๐ ปี 11:54:31 ศุกร์ 14 เม.ย.3489
97
หลวงพ่อคง วัดบางกระพี้ ชัยนาท
9999ลูกสะกดของหลวงพ่อเฒ่า(คง)วัดบึงประจำรัง(บางกระพี้)ปรมาจารย์ชั้นครูแห่งเมืองชัยนาท ทั้งหลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า,หลวงพ่อไกร วัดใหญ่,หลวงพ่อเพชร วัดคลองมอญ,หลวงพ่อบุญ วัดเขาท่าพระ,หลวงพ่อทอน วัดหาดกองสิน ล้วนแต่เป็นศิษย์ของหลวงปู่เฒ่า(คง)ทั้งสิ้น ลูกสะกดของหลวงพ่อคงมี ๒ เนื้อคือเนื้อดินเผาและเนื้อดินผสมผงคลุกรัก เรื่องเล่าขานกันมาว่าหลวงพ่อท่านสร้างเอาไว้แจกจ่ายชาวบ้านเพื่อป้องกันตัว แต่กลับมีชาวบ้านนำลูกสะกดของท่านซึ่งชาวบ้านนิยมเรียกว่า"ลูกคิด"นี้ไปคล้องคอหมาแล้วทดลองยิงด้วยปืน ปรากฎว่ายิงอย่างไรก็ยิงไม่ออก แต่เมื่อเรื่องนี้ทราบถึงหลวงพ่อท่านก็เลยเทลูกคิดเนื้อดินทั้งหมดลงแม่น้ำหลังโบสถ์ และแม้เมื่อไม่นานมานี้มีเรือมาดูดทรายบริเวณหลังโบสถ์ก็ยังพบว่ามีลูกคิดเนื้อดินเผานี้ติดขึ้นมาด้วยหลายสิบลูก22:58:27 อังคาร 17 มิ.ย.2200
98
พระครูวิจิตร์ชัยการ
99999พระราชทินนามที่ พระครูวิจิตรชัยการ นี้เป็นพระราชทินนามที่ใช้เฉพาะในจังหวัดชัยนาทเท่านั้น ซึ่งเท่าที่สำรวจจากอดีตถึงปัจจุบันมีเพียง ๓ องค์ ที่ได้รับพระราชทินนามนี้ คือ๑.หลวงพ่อปลั่ง วัดบ้านเชี่ยน ดำรงสมณศักดิ์จนถึงปี ๒๔๗๗ ๒.หลวงพ่อเคลือบ วัดบ่อแร่ ดำรงสมณศักดิ์ตั้งแต่ปี ๒๔๘๐ ถีง ๒๕๐๑ ๓.หลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาคร ดำรงสมณศักดิ์ตั้งแต่ปี ๒๕๐๖ ถึง ๒๕๒๔ หลังจากนี้ยังไม่พบว่าตกแก่ใคร ประกอบกับการวิเคราะห์ศิลปะเหรียญแล้วน่าจะอยู่ในช่วงปี ๒๔๘ต้นๆดังเช่นเหรียญกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ๒๔๘๑,เหรียญหลวงพ่อสมบุญ วัดยางยี่แส ๒๔๘๓,เหรียญหลวงพ่อกุหลาบ วัดใหญ่สว่างอารมณ์ ๒๔๘๓ เป็นต้นฯ แต่รูปแบบและยันต์ด้านหลังสอดคล้องกับเหรียญหลวงพ่อสมบุญมากที่สุด แต่ยันต์นี้เป็นยันต์เอกลักษณ์ของหลวงพ่อสมบุญ ดังนั้นยันต์หลังเหรียญหลวงพ่อสมบุญจึงถือเป็นต้นแบบ ด้วยเหตุนี้จึงนำไปสู่ข้อสันนิษฐานได้ว่าเหรียญของพระครูวิจิตรฯนไม่ควรจะสร้างก่อนเหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อสมบุญ(ที่สร้างในปี๒๔๘๓) แต่ถ้าในปีเดียวกันหรือหลังจากนั้นจึงดูสมเหตุผล ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงพอตั้งเป็นสมมุติฐานได้ว่าเหรียญพระครูวิจิตรฯนี้เป็นเหรียญที่สร้างในช่วงปี ๒๔๘ต้นๆ ช่วงปี พ.ศ.ในการสร้างเหรียญจึงสอดคล้องกับช่วงปี พ.ศ.ที่หลวงพ่อเคลือบ วัดบ่อแร่ดำรงสมณศักดิ์ที่พระครูวิจิตรชัยการ แต่ที่ยังไม่สรุปฟันธงแบบร้อยเปอร์เซนต์ ก็ด้วยอุปนิสัยความตกลงใจเชื่อยากของข้าพเจ้า เพราะนอกเหนือจากการวิเคราะห์นี้ก็ยังไม่พบหลักฐานหรือข้อมูลอื่นใดที่ชัดเจนยิ่งไปกว่านี้ แม้ในพื้นที่เองข้าพเจ้าก็ยังไม่เคยพบว่ามีเหรียญรุ่นนี้ตกอยู่แก่ใคร แต่จากการที่ข้าพเจ้าลงพื้นที่ไปค้นคว้าสืบหาข้อมูลเพื่อทำประวัติของท่านก็ได้ยินมาว่าช่วงเวลาดังกล่าวหลวงพ่อยังมักออกธุดงค์อยู่บ่อยๆ เข้าพรรษาทีก็มักจะไปจำพรรษาที่เขาวงกฎ ลพบุรีเป็นส่วนใหญ่ ส่วนจะไปจำพรรษาที่อื่นอีกหรือไม่ไม่มีข้อมูล แต่เหรียญนี้ข้าพเจ้าพบว่าเป็นของตกทอดของคนพื้นที่ใน จ.สุพรรณบุรีถึง๒เหรียญ มีอยู่เหรียญนึงเป็นของคนเก่าแก่ในหมู่บ้านหัวเขา จึงมีความเป็นไปได้สูงที่เหรียญนี้จะออกในขณะที่หลวงพ่อจำพรรษาอยู่ในจังหวัดอื่น และจากขอบเหรียญซึ่งเป็นขอบเลื่อยจึงสันนิษฐานถึงปริมาณในการสร้างได้ว่าจำนวนคงไม่มากนักเช่นเหรียญขอบเลื่อยๆของหลวงปู่หลวงพ่อท่านอื่นๆเพราะค่อนข้างยุ่งยากลำบากในการทำ ซึ่งถึงแม้ข้าพฯเจ้าเองจะมีความมั่นใจอยู่บ้างเองแล้ว แต่ก็ไม่ขอด่วนสรุปในขณะนี้10:46:58 อังคาร 05 ก.ย.980
99
หลวงพ่อเคลือบ วัดบ่อแร่ ชัยนาท
99999ข้าวหลามตัดรุ่นแรกปี ๒๔๙๖ มีสองแบบคือเลี่ยมนากและเลี่ยมเงิน23:37:55 ศุกร์ 27 ธ.ค.1148
100
หลวงพ่ออ่ำ วัดตลุก ชัยนาท
99999เนื้อผงวิเศษ จะว่าไปน่าใช้กว่าเนื้อชินนะครับ เพราะกว่าจะมาเป็นผงได้สักหยิบมือต้องผ่านขั้นตอนต่างๆซึ่งใช้เวลานานพอสมควรตามหลักวิชาลบผง23:39:01 ศุกร์ 27 ธ.ค.1208
101
หลวงพ่ออ่ำ วัดตลุก ชัยนาท
12500ปรมาจารย์ใหญ่ในสายชัยนาทอีกท่านยุคหลวงปู่ศุข แต่พระพิมพ์และเรืื่องราวของท่านแทบจะไม่มีใครกล่าวถีง จากหนังสือแจกงานศพหลวงพ่อทรัพย์บันทึกเกี่ยวกับประวัติและเรื่องราวของท่านและศิษย์ในสายวัดตลุกไว้ค่อนข้างจะครบถ้วน อำนาจสมาบัติของหลวงพ่ออ่ำนั้นทำให้เรือกลไฟที่กำลังแล่นอยู่หยุดกึ๊กอยู่กับที่ได้ เสกตุ๊กตาไม้รูปทหารบนกำแพงวัดให้เสมือนมีวิญญาณเคลื่อนไหวได้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาพวกมิจฉาชีพหลายต่อหลายครั้ง พระเนื้อชินเงินเศียรโล้นรูปเหมือนของท่านมีสองพิมพ์ครับคือพิมพ์สังฆาฏิใหญ่กับสังฆาฏิเล็ก คนรุ่นเก่าเล่าว่าทันหลวงพ่ออ่ำอีกทั้งเนื้อหาอายุก็ได้ยุคจนกระทั่งบางท่านเอาไปเล่นเป็นหลวงปู่ศุขก็มี รุ่นแรกที่ทันตัวหลวงพ่ออ่ำนี้สังเกตุที่การขัดสมาสของท่านขาท่อนล่างจะเสมอกันเป็นแนวตรงขอเรียกว่า"เข่าเรียบ"เท่าที่พบมีสองเนื้อคือเนื้อชินเงิน(เท่าที่พบเนื้อพระระเบิดทุกองค์)และเนื้อผงสีขาวส่วนรุ่นสองสร้างในสมัยหลวงพ่อทรัพย์ สังเกตุได้ว่าช่วงขาท่อนล่างที่ขัดสมาสอยู่มีลักษณะเว้าตรงกลางจึงเรียกว่า "เข่าโค้ง" องค์นี้เลิี่ยมเงินเก่าหลังจาร "มะอะอุนะอุดทวารัง"ครบสูตร18:37:38 เสาร์ 05 ก.ย.2355
102
หลวงพ่อทอน วัดหาดกองสิน ชัยนาท
4500รูปถ่ายรุ่นรุ่นเดียวและรุ่นสุดท้ายของท่านอีกเช่นกัน นอกจากนี้ยังเคยได้ยินการพูดถึงพระเนื้อชินตะกั่วพิมพ์ประภามณฑลแบบหลวงปู่ศุขและพระเนื้อผงสีขาวทรงสี่เหลี่ยมองค์ค่อนข้างเขื่องเป็นรูปองค์ท่านนั่งสมาธิเต็มองค์ใต้ฐานเขียนว่าสุนทอน แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่เคยพบเห็นสักองค์ ส่วนเหรียญที่บางเสียงบอกว่าเป็นเหรียญทันตัวสร้างในปี ๒๔๘กว่าๆ นั้น ทั้งการสอบถามจากนักสะสมรุ่นเก่า คนในพื้นที่ และการพิจารณาศิลปะเหรียญแล้วได้ข้อสรุปว่าน่าจะสร้างในราวๆปี ๒๕๑๐ขึ้นมา ประเภทก่อน๒๕๐๐ยังไม่มีใครเคยเห็นและไม่ขอยืนยัน02:42:34 จันทร์ 14 กรกฏาคม1046
103
หลวงพ่อปลื้ม วัดสังฆาราม ชัยนาท
5500รูปถ่ายซุ้มเสมา หลังจาร "พุทโธ อุทธัง อัทโธ" เลี่ยมเงินสภาพเดิมๆ เป็นภาพถ่ายอีกแบบที่หาชมได้ยากครับ โดยมากจะพบแต่รูปห่มคลุมไหล่ยก ภาพนี้หากสังเกตดีๆจะเห็นได้ว่าเป็นการตัดต่อภาพในยุคนั้น คือลำตัวเป็นของหลวงพ่ออยู่ วัดดักคะนน แต่ศีรษะเป็นหลวงพ่อปลื้ม และก็ไม่ใช่รูปที่ไม่ทันตัว แม้ในพื้นที่ก็ยืนยันว่าทันและหายาก แต่ด้วยเหตุผลกลใดจึงเป็นเช่นนั้นก็ยังมิอาจทราบได้ในบัดนี้23:48:11 ศุกร์ 27 ธ.ค.898
104
หลวงพ่อบุญ วัดเขาท่าพระ ชัยนาท
6500 รุ่นแรกรุ่นเดียวและรุ่นสุดท้าย พระที่หลวงพ่อโม วัดจันบอกกับลูกศิษย์ตอนที่เอาเหรียญแจกงานศพไปให้ท่านเสกว่า "ถ้ารูปหลวงพ่อบุญไม่ต้องเสกก็ขลัง"02:43:29 จันทร์ 14 กรกฏาคม1379
105
หลวงพ่ออุ่น วัดบ้านควาย ชัยนาท
45000องค์นี้แก่เงิน ก้นอุดสีผึ้งเขียวเดิมๆ23:54:19 ศุกร์ 27 ธ.ค.1082
106
หลวงพ่ออุ่น วัดบ้านควาย ชัยนาท
25000สุดยอดหล่อโบราณของเมืองชัยนาท ข้อมูลเบื้องต้นได้ความว่าสร้างเมื่อปี ๒๕๐๙ พร้อมรูปเหมือนเท่าองค์จริงของหลวงพ่อในการนี้สร้างเป็นพระบูชาขนาด ๕ นิ้วและเนื้อโละหะที่เหลือจัดสร้างเป็นรูปหล่อโบราณขนาดประมาณ ๑ นิ้วสำหรับห้อยคอด้วย เป็นเนื้ออัลปาก้าสมัยเก่าคือผสมกันระหว่างเงินกับทองเหลือง บางองค์แก่เงินมากก็ดูคล้ายเนื้อเงิน บางองค์แก่ทองเหลืองมากจึงดูคล้ายทองเหลือง บางองค์ที่อัตราส่วนใกล้เคียงกันจึงดูเป็นอัลปาก้า แบบเต็มสูตรที่ใต้ฐานจะมีการบรรจุขี้ผึ้งอยู่ด้วย ประสบการณ์เล่ากันว่าโจรยิงล่วงบ้าน ไม่เข้าแล้วยังกลับวิ่งไล่ฟันโจรที่มีปืนเสียจนหนีกระเจิง23:53:27 ศุกร์ 27 ธ.ค.1222
107
หลวงพ่อพัด วัดยาง ชัยนาท
99999เอกลักษณ์แห่งเอกบุรุษ มหาอุดหลวงพ่อพัด วัดยาง ตะกรุดแบงค์บาทหรือที่คนพื้นที่นิยมเรียกกันว่า “มหาอุดหลวงพ่อพัด” เป็นตะกรุดที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร โดยตำรับของหลวงพ่อพัดท่านจะเลือกใช้เฉพาะธนบัตรรุ่นเก่าที่มักเรียกกันว่า แบงค์เจ้าไถนา ซึ่งเป็นธนบัตรที่พิมพ์ใช้ในสมัยรัชกาลที่ ๖เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๘ มีหลายชนิดราคาเช่น ๑ บาท ๕ บาท ๑๐ บาทฯเป็นต้น แต่โดยมากทางแถบบ้านนอกเรามักจะนำแบงค์บาทไปให้หลวงพ่อทำ เพราะมูลค่าถูกที่สุด ส่วนในมูลค่าอื่นๆก็คงมี ด้านหลังคือด้านที่มีรูปพระราชพิธีจรดนังคัลแรกนาขวัญ หลวงพ่อจะลงคาถามหาอุดถอดออกมาได้ดังนี้ “นะตันโตนะโมตันติตันติตันโตนะโมตันตัน,มะอะอุ นะโมพุทธายะ ,พุทธังบังหน้า ธัมมังบังหลัง สังฆังบังตัว,นะมัดอัดอุด โมปัดอะปัดจัง,นะโมพุทธายะ พุทธะสังมิ,สีนะพะสี สุโปกันจะ,กันหะเนหะ อะระหัง พุทโธ มะทะพะนะ” ส่วนด้านหน้าลงแผ่วๆไว้มุมบนด้านขวาด้วยตัว “นะ” ตวัดหางขึ้นไปเป็นยอดอุณาโลม ด้านข้างตัว “นะ” ทั้งสองฝั่งลงตัว “ฤา” ไว้ทั้งสองด้าน ใต้ตัว “นะ” ลงตัว “พุท” บนยอดอุณาโลมลงตัว “ปะ”หรือ “ปิ” เห็นไม่ค่อยชัด ( ขอบคุณภาพจากพี่น้อย วัดสิงห์)23:55:57 ศุกร์ 27 ธ.ค.717
108
หลวงพ่อพัด วัดยาง ชัยนาท
5000ภาพนั่งเต็มองค์หลังฉากลายดอกไม้ขนาด ๑x๒ นิ้ว ครึ่งองค์หลังฉากลายดอกไม้ว่าหายากแล้ว เต็มองค์แบบนี้ต้องเอา ๔ คูณครับเพราะเริ่มเก็บหลวงพ่อพัด มาประมาณ ๕-๖ ปีเจอภาพครึ่งองค์ลายดอกมาประมาณ ๔ ภาพแต่เพิ่งเจอภาพเต็มองค์แบบนี้ ๑ ภาพเท่านั้น อย่างอื่นไม่ต้องบรรยาย13:12:00 ศุกร์ 15 ส.ค.697
109
หลวงพ่อพัด วัดยาง ชัยนาท
2500 ภาพถ่ายฉากลายดอกไม้ ทันตัวหลวงพ่อส่วนอีกแบบหนึ่งที่ฉากหลังเป็นพื้นสีดำสร้างทีหลัง ชื่อเสียงทางมหาอุดของท่านขึ้นชื่อที่สุดครับ ตะกรุดแบงค์บาทซึ่งทำจากธนบัตรสมัยเก่าที่เรียกกันว่าแบงค์ไถนาที่เริ่มใช้ในสมัย ร.๖ ราวปี ๒๔๖๘ ด้านหลังเป็นภาพพระราชพิธีจรดนังคัลภ์ ลงอักขระคาถามหาอุดสุดยอดแห่งเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำใครและสุดยอดแห่งความหายากครับ ใครมีก็หวงเป็นที่สุด รูปถ่ายฉากดอกไม้หลวงพ่อก็เช่นกัน ท่านบาแดงเคยเล่าให้ฟังว่ามีเซียนพระรุ่นเก่าท่านหนึ่งอยู่ที่สรรพยามีทั้งสมเด็จและพระกรุเก่าๆหลายองค์ทุกองค์มีราคาเปิด แต่ห้ามถามถึงรูปถ่ายฉากลายดอกไม้หลวงพ่อพัดที่ห้อยคอประจำอยู่เพียงองค์เดียว ถามซื้อมีเคืองว่างั้น23:49:12 ศุกร์ 27 ธ.ค.778
110
เศียรดาว หลวงพ่อทรัพย์ วัดกำแพง ชัยนาท
12000สุดยอดวิชาลบผงแห่งเมืองชัยนาทครับ ในการรวบรวมผงวิเศษทั่วประเทศไทยในการสร้างพระกำแพงเจ็ดชั้น พบว่ามีผงของหลวงพ่อทรัพย์ร่วมอยู่ด้วย กล่าวกันว่าท่านกับหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างสนิทสนมกันถีงขนาดที่ว่าถ้าหลวงพ่อจงจะทำพระผสมผงจะต้องล่องเรือมาเอาผงจากหลวงพ่อทรัพย์ไปผสมทุกคราวไป คนเฒ่าคนแก่เล่าว่าแค่สำเร็จออกมาเป็นผงยังไม่ต้องทำเป็นองค์พระก็เป็นที่ปรารถนาของบรรดาศิษย์นักแล้ว และกว่าจะได้สักไม้แคะหูนึงก็แสนยากและเป็นที่หวงแหนกันนักหนา เพราะอานุภาพทางด้านเมตตามหานิยมมหาเสน่ห์นั้นเอกอุ ส่วนสมเด็จรุ่นนี้ไม่ใช่เพียงอานุภาพทางเมตตาเท่านั้น ทางด้านคงกระพันมหาอุดก็เกิดขึ้นด้วย มีเรื่องเล่าถึงเจ๊กในตลาดสรรพยาถูกปล้นแต่กระสุนไม่ระคายผิว (เรื่องเจ๊กถูกยิงนี้ท่าบาแดงเล่าให้ฟังจำรายละเอียดได้ไม่ทั้งหมดขออภัยไว้ณที่นี้ด้วย)13:13:49 ศุกร์ 15 ส.ค.2560
111
ลีลาหลวงปู่สุข วัดหนองขุนชาติ อุทัยธานี
8500บางที่ถือโอกาสขายยัดเป็นหลวงปู่ศุข วัดปากคลอง ส่วนหลวงปู่ศุขจะร่วมปลุกเสกหรือไม่ยังไม่มีหลักฐาน เพียงแต่เป็นพระร่วมสมัยกันก็อาจมีความเป็นไปได้ ข้อเท็จจริงไม่ขอยืนยัน ส่วนของฝีมือมีออกมาขายเป็นหลวงปู่ศุขนานแล้วแต่ก็ไม่พบเห็นบ่อยนัก ของแท้เท่าที่พบและเคยได้ยินมาในพื้นที่พบแต่เนื้อตะกั่วเท่านั้น23:50:27 ศุกร์ 27 ธ.ค.1482
112
หลวงพ่อจู วัดดอนกลอย อุทัยธานี
15000หายากจนเกือบจะเป็นตำนานไปแล้วเช่นกัน13:14:53 ศุกร์ 15 ส.ค.914
113
หลวงพ่อเสมา วัดป่าสัก อุทัยธานี
99999รุ่นแรกรุ่นเดียวและรุ่นสุดท้าย วัตถุมงคลที่เป็นรูปตัวท่านอย่างเดียวที่ทันตัว ได้รับการบอกเล่าจากนายนวล นาจันทา (เสืยปี ๒๕๒๗ อายุ ๙๖ เกิดราวๆปี ๒๔๒๙ ) ซึ่งเดิมเป็นคนมหาสารคามได้ติดตามหลวงพ่อเสมามาตั้งแต่สมัยท่านเป็นเณร ภายหลังลาสิกขา ท่านเล่าให้ลูกหลานฟังว่ารูปถ่ายหลวงพ่อรุ่นนี้ สร้างจำนวนไม่มากน่าจะหลักสิบเท่านั้น แจกจ่ายแก่ศิษย์และผู้ใกล้ชิด ด้านหลังบรรจุผงวิเศษและใบมะขามเสกเอาไว้ทุกองค์ เป็นที่หวงแหนกันยิ่งนักในหมู่ศิษย์ เพราะถือว่าเป็นวัตถุมงคลรุ่นแรกรุ่นเดียวและรุ่นสุดท้ายที่เป็นรูปองค์ของหลวงพ่อที่สร้างเสกโดยหลวงพ่อเอง16:34:31 อาทิตย์ 20 ธ.ค.1385
114
ซิเปียหน้าหนุ่ม หลวงพ่อโต วัดวิหารทอง
99999ปฐมฤกษ์เบิกฟ้า รูปซีเปียหน้าหนุ่มหลวงพ่อโต วัดวิหารทองน่าจะอยู่ในยุคค ๒๔๖x ปลายๆ ถึง ๒๔๗x ต้นๆครับ23:05:50 อังคาร 17 มิ.ย.1116

แสดงหน้าที่ : 1
© Copyright 2011 www.www.sitluangporchua.com. All right reserved by www.sitluangporchua.com
หน้าแรก กระดานสนทนา ร้านพระเครื่องมาตรฐาน จัดการร้านค้า