หน้าแรก l รายการพระเครื่อง l แกลลอรี่ภาพ l การชำระเงิน l ศิษย์หลวงพ่อกวย l ศิษย์หลวงพ่อเชื้อ l จัดการร้านค้า
ข้อมูลร้านค้า
 
ฝุ่นดินท้องถิ่นนิยม
  ชื่อร้าน ฝุ่นดินท้องถิ่นนิยม
 
  เจ้าของร้าน เชษฐา ฉายะสถิตย์
 
  ที่อยู่ 86 ม.3 ต.หนองมะโมง อ.หนองมะโมง ชัยนาท
   
 
  ข้อมูลร้านค้า "สะสมพระในแง่ของศิลปะและความเป็นตำนาน สืบสานตำนานพระท้องถิ่น" เราสนใจพระท้องถิ่นในอดีตที่เกือบจะเป็นตำนาน มีประสบการณ์เป็นที่เล่าขานกันแบบปากต่อปากจากบุคคลที่มีตัวตน ไม่ใช่แค่ภาพลวงตาตามหน้าหนังสือ "เก่า-แท้-สวย-หายาก-มากประสบการณ์ เป็น ๕เหตุผลที่เพียงพอต่อความแพงและความควรค่าแก่การสะสม"
   
 
  เงื่อนไขการรับประกัน คนจริง...ใจจริง...พระจริง พิจารณา 7 วัน ไม่พอใจคืนเต็ม แต่พระต้องสภาพเดิม
   
 
  เบอร์โทรติดต่อ 0847208460,0871950045
  E_mail foondin@hotmail.com
   
ลูกคิดหลวงพ่อเฒ่า(คง)พิเศษจุ่มรักพบน้อย









 
ข้อมูลพระเครื่อง
 
  ชื่อพระเครื่อง ลูกคิดหลวงพ่อเฒ่า(คง)พิเศษจุ่มรักพบน้อย
  รายละเอียด หลวงพ่อคง คงฺคปญฺโญ มีเชื้อสายเป็นชาวเมืองกำแพงเพชร ตัวหลวงพ่อเองน่าจะเป็นคนท้องถิ่นบ้านประจำรัง (บึงจำรัง) ต.หาดท่าเสา อ.เมืองชัยนาท จ.ชัยนาท เพราะในปัจจุบันมีญาติของท่านสืบเชื้อสายอยู่ในหมู่บ้านประจำรัง ท่านเกิดที่ใดไม่ปรากฏหลักฐาน เกิดเมื่อวันจันทร์ ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๓๕๓ เป็นปีที่๒ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มรณะภาพ ปีฉลู พ.ศ.๒๔๕๖ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๖ มีอายุรวม ๑๐๓ปี นับว่าท่านมีอายุยืนยาวถึง๕แผ่นดิน หรือ ๕รัชกาล ของพระมหากษัตริย์ไทย ท่านได้ผ่านวิวัฒนาการของโลกมาอย่างมากมาย หลวงพ่อคงเป็นพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อบุคคลโดยไม่เลือกชาติ ชั้น วรรณะบำเพ็ญ ประโยชน์ทั้งทางศาสนจักรและราชอาณาจักร หลวงพ่อน่าจะอุปสมบทใน ปี พ.ศ. ๒๓๗๔ ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌายะพ.ศ. ๒๓๙๔ ขณะอายุย่าง เข้าปีที่ ๔๒ คือตอนปลายของรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงรัชกาลที่ ๖ ท่านดำรงตำแหน่งพระอุปัชฌายะเป็นเวลาถึง ๔แผ่นดิน จึงมีลูกศิษย์ลูกหาเต็มบ้านเต็มเมือง ท่านดำรงตำแหน่งพระอุปัชฌายะให้แก่ประชาชนที่จะทำการอุปสมบท ตั้งแต่รุ่นปู่จนถึงรุ่นหลาน จึงเป็นที่เคารพนับถือของบุคคลทั่วไปตลอดลุ่มน้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำน้อย ดังนั้นวัดคงสวัสดิ์วัฒนารามในยุคหลวงพ่อคงซึ่งเป็นเจ้าอาวาส จึงเฟื่องฟูเป็นที่รู้จักมักคุ้นของบุคคลทั่วไปทั้งใกล้และไกล มีพระสงฆ์ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาและศิษย์วัดเป็นจำนวนมาก มีถาวรวัตถุในทางพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก อาทิ อุโบสถ วิหาร ศาลาการเปรียญ กุฏิ ศาลาท่าน้ำ จัดสร้างเป็นระเบียบเป็นแถวเป็นแนวบริเวณวัด สะอาดสะอ้าน ร่มรื่นด้วยหมู่ไม้ประจำวัด เช่น พิกุล บุนนาค สารภี จำปี จำปา กรรณิการ์ ฯลฯ เป็นที่เจริญตาเจริญใจของผู้ที่ได้มาพบเห็นเป็นรมณียสถานเป็นสถานที่ศึกษา เป็นที่เผยแพร่ศีลธรรมวัฒนธรรมของชาติอย่างดียิ่ง เป็นสถานพยาบาลและอำนวยประโยชน์แก่ประชาชนโดยทั่วไปฯลฯ หลวงพ่อคงเป็นผู้มั่นคงในพระธรรมวินัยสงเคราะห์อนุเคราะห์ประชาชนด้วยสังคหวัตถุ4 มีพรหมวิหารธรรมอยู่เป็นนิตย์ จึงเป็นที่เคารพศรัทธาอย่างกว้างขวางประกอบกับเป็นผู้ทรงไว้ด้วยอภินิหารอันน่ามหัศจรรย์เป็นอันมาก จึงมีผู้ฝากตัวเป็นศิษย์ทั้งที่เป็นฆราวาสและบรรพชิตจำนวนมากมาย ศิษย์ของท่านภายหลังได้เป็นพระเกจิอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นพระเถระผู้ใหญ่ เป็นเจ้าอาวาสวัดต่างๆหลายองค์และหนึ่งในหลายๆองค์นั้นมีอยู่ท่านหนึ่งซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ที่มีอิทธิปาฏิหารย์เป็นที่รู้จักของชาวไทยและชาวต่างประเทศนั่นก็คือ "หลวงปู่ศุข แห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท" ผู้เป็นอาจารย์ของพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ อดีตเสนาบดีกระทรวงทหารเรือในรัชกาลที่ ๖ แห่งราชวงศ์จักรี...,เรื่องการเป็นศิษย์อาจารย์กันของหลวงปู่ศุขกับหลวงพ่อเฒ่า(คง)นี้ มีผู้ที่ศึกษาตำรับตำราวิชาในสายหลวงปู่ศุขท่านหนึ่งให้ข้อมูลว่าในตำราของหลวงพ่อบุญยัง วัดหนองน้อยบันทึกไว้ว่าหลวงปู่ศุขได้ต่อวิชาสร้างตะกรุดใต้น้ำและวิชาบางอย่างจากหลวงพ่อเฒ่า ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงหลวงพ่อไกร วัดใหญ่อีกองค์ที่ใช้วิชาทำตะกรุดใต้น้ำ และเนื่องจากเป็นพระเถระในแถบนี้และมีเส้นทางการคมนาคมทางน้ำเชื่อมถึงกันได้ก็น่าจะศึกษาไปจากหลวงพ่อเฒ่า(คง)ด้วยเช่นกัน(ฝุ่นดิน:เพิ่มเติม๕๙) จะขอยกตัวอย่างอภินิหารของหลวงพ่อที่เลื่องลือกันมาเป็นเวลายาวนานแต่เพียงย่อๆดังนี้ ๑.นายถี สอนแจ้งเล่าว่าในขณะที่ตนเป็นสามเณรหลวงพ่อท่านใจดีจึงไม่ค่อยกลัวท่านนัก วันหนึ่งหลวงพ่อนั่งอยู่ใต้ต้นมะม่วงกับนายถี จะเป็นว่าหลวงพ่อลุกขึ้นยืนหรือลูกมะม่วงหล่นลงมาถูกท่าน อย่างใดอย่างหนึ่งนายถีจำไม่ได้แล้ว แต่ที่จำได้คือหลวงพ่อพูดว่า “มะม่วงนี่ไม่ดีนะเณร” ครั้นรุ่งเช้ามะม่วงต้นนั้นซึ่งเมื่อวานใบยังเขียวสดทั่วกิ่งก้านก็เหี่ยวทั้งต้นและตายไปในที่สุด นั่นเป็นเรื่องมหัศจรรย์ไม่น้อย เพียงหลวงพ่อเอ่ยว่า"ไม่ดี" ก็ทำให้มะม่วงต้นนั้นตายได้ ๒.บริเวณหน้าวัดริมตลิ่งฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยามีต้นโพธิ์ใหญ่อายุหลายร้อยปีมีกิ่งใหญ่กิ่งหนึ่งชี้ไปทางทิศเหนืออยู่ไม่สูงจากพื้นดินมากนักต่อมามีความจำเป็นที่จะต้องตัดออก แต่ไม่มีผู้ใดกล้าตัดออกเพราะถือว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เวลาประมาณสามทุ่มคืนหนึ่งหลวงพ่อครองผ้าจีวรเรียบร้อย (ห่มดอง) เดินไปที่ต้นโพธิ์นั้นตามลำพังครู่ใหญ่ แล้วก็เดินกลับมาโดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเดินไปทำอะไรเพราะหลวงพ่อมักจะครองผ้าไปเดินบริเวณวัดเสมอๆต่างก็คิดว่าท่านไปเดินจงกรม ตกดึกคืนนั้นทั้งๆที่ลมสงัดกิ่งโพธิ์ใหญ่วัดโดยรอบมีขนาดหลายกำมือกิ่งนั้นก็หักลงมา ลักษณะเหมือนตัดด้วยมีดคมตรงที่แยกจากลำต้น จากคำบอกเล่าภาษาถิ่นใช้คำว่า "ราวกับสิน"(คือรอยตัดที่ขาดจากลำต้นอย่างเรียบร้อยราวกับใช้มีด) ๓.ในวัดมีชายสติไม่ดีหรือคนบ้ามาอาศัยอยู่คนหนึ่งตอนเย็นทุกๆวันหลวงพ่อจะต้มน้ำร้อนเลี้ยงพระเณรที่ทำงานต่างๆด้วยตัวท่านเองขณะที่ต้มน้ำร้อนหลวงพ่อจะสูบยามวนใหญ่(ใช้ยาเส้นมวนด้วยใบตองแห้ง)โดยใช้ดุ้นฟืนที่ติดไฟจุดยาชายบ้าคนนั้นนั่งดูหลวงพ่อต้มน้ำและจุดยาสูบทุกวัน วันหนึ่งหลวงพ่อมวนยาเสร็จก็ใช้ปากคาบมวนยาไว้ ยังไม่ทันจะหยิบดุ้นฟืนคนบ้าคนนั้นได้หยิบดุ้นฟืนรีบส่งให้ท่านก่อน หลวงพ่อได้กล่าวกับพระเณรและผู้ที่อยู่ใกล้ๆท่านว่า “ไอ้นี่ มันดีนะ” อาการของคนบ้าคนนั้นก็หายวันหายคืนกลับเป็นคนดีในเวลาต่อมา ๔.หลังจากที่ท่านมรณะภาพแล้วในช่วงพ.ศ. ๒๔๘๙-๒๔๙๐ มีอยู่คราวหนึ่งพระวัดคงสวัสดิ์วัฒนารามมีกิจนิมนต์จะไปเจริญพระพุทธมนต์ที่บ้านญาติโยม ซึ่งอยู่ห่างจากวัดประมาณ ๒ กม.เส้นทางที่จะเดินไปบ้านงานปลอดบ้านคนมีป่าพงขึ้นสองฟากทาง ระหว่างเดินทางมีควายหลายฝูงและเล็มหญ้าตลอด ๒ข้างทางปกติควายเห็นพระจะไล่ขวิดทันที มีพระหลายรูปแล้วที่ถูกควายขวิดจนมรณะภาพ วันที่ไปกิจนิมนต์นั้นไม่มีฆราวาสเดินทางด้วย จึงมีแต่พระ ๕รูป (รวมทั้งผู้เล่าคือมหาบุญธรรม เอี่ยมสมบูรณ์)เมื่อหาชาวบ้านช่วยไล่ควายไม่ได้ผู้เล่าจึงขอบารมีหลวงพ่อเป็นที่พึ่งด้วยการอาราธนาไม้เท้าของหลวงพ่อแบกนำหน้าพระทั้ง๔รูป เดินฝ่าฝูงควายไปควายที่กำลังและเล็มหญ้าอยู่สองข้างทางห่างจากทางเดินประมาณสองศอกเศษต่างแทะเล็มหญ้ากันอย่างเพลิดเพลินไม่มีแม้แต่ตัวเดียวเงยหน้ามองดูพระเหมือนไม่มีใครเดินฝ่าฝูงควายเลยนับว่ามหัศจรรย์จริงๆ ๕ . ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองในปี พ.ศ.๒๔๘๕โจรผู้ร้ายชุกชุมทั่วทุกหัวระแหง โดยเฉพาะภาคกลางในเขตเมืองชัยนาทถูกปล้นแทบไม่เว้นแต่ละวันชาวบ้านต่างนอนตาไม่หลับ อยู่กันด้วยความหวาดระแวงไม่รู้ว่าจะถูกปล้นวันไหนสิ่งของเครื่องใช้ที่มีค่าก็ถูกฝังไว้ กลางคืนก็เข้าไปนอนในสวนเป็นการรักษาชีวิตให้ปลอดภัย บนบ้านเรือนก็มีแต่ภาชนะหม้อข้าวหม้อแกงที่เป็นดินเผา สิ่งที่ทำด้วยโลหะจะเก็บฝังดิน ในระหว่างนั้นชาวบ้านที่สามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้คงมีแต่ชาวบ้านประจำรังเท่านั้นที่ไม่มีแม้แต่บ้านเดียวที่ถูกโจรปล้นนับว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ไม่น้อยในยุคนั้น ทั้งนี้เพราะชาวบ้านทุกคนต่างเชื่อมั่นในบารมีหลวงพ่ออย่างเหนียวแน่นแม้ท่านจะล่วงลับไปนานแล้วก็ตาม ผู้เล่าเคยถามนายคำ โพธิ์ชัยชาวบ้านประจำรังซึ่งปลูกบ้านอยู่โดดเดี่ยวห่างไกลจากผู้คนหลายกิโลเมตร ซึ่งเป็นป่าเปลี่ยวว่า "รู้สึกกลัวโจรบ้างหรือไม่ ท่านตอบว่า “ผมมีหลวงพ่อเฒ่า”(หลวงพ่อคง)เป็นที่พึ่งที่เคารพไม่เคยรู้สึกกลัวเพราะเชื่อมั่นในบารมีหลวงพ่อ ๖. ความทารุณโหดร้ายของทหารญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่๒ ในประเทศไทย ผู้ที่มีชีวิตอยู่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่๒ ต่างรู้ซึ้งดี ทหารญี่ปุุ่นไปตั้งที่ไหนก็ทำตัวเป็นนักเลงโต ข่มเหงชาวบ้านเป็นประจำ วันหนึ่งมีงานสมโภชรูปหล่อหลวงพ่อในงานมีลิเกฉลองตกเย็นวันจัดงานทหารญี่ปุ่นกองหนึ่งยกขบวนมาจากทิศใต้ มีเรือยนต์ลากจูงเรือทหารมาหลายลำพอถึงหน้าวัดก็จอดพักพลอยู่ที่หาดทรายหน้าวัดค่อนไปทางทิศเหนือ หุงหาอาหารเย็นกินกันแล้วตกกลางคืนทหารญี่ปุ่นสวมเครื่องแบบคาดดาบทุกคนก็พาไปนั่งดูลิเกด้วยความเรียบร้อย นั่งดูราวกับรูปปั้นปิดปากสนิทไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ลุกขึ้นเดินเพล่นพล่านผิดกับที่เคยเห็นที่อื่นๆหลายแห่ง ครั้นถึงเวลานอนพวกเขาก็พากันลุกขึ้นจากที่นั่งพร้อมกัน เดินเข้าแถวกลับที่พักแรมรุ่งขึ้นหลังอาหารเช้าก็ยกขบวนลากจูงเรือไปทางทิศเหนือ ๗.เรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นในปีพ.ศ.๒๕๔๔ เมื่อประมาณเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๔ เรือดูดทรายของเอกชนลำหนึ่งแล่นมาจอดดูดทรายในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณหน้าวัดตรงกับอุโบสถของวัดที่กำลังบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ ตัวอุโบสถสูงเด่นเป็นสง่าและตั้งอยู่บนเนินเมื่อมองจากแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นมาจึงค่อนข้างสูง เมื่อเรือดูดทรายลำดังกล่าวซึ่งมาใหม่อาจจะเป็นเพราะเคยเห็นเรือดูดทรายลำอื่นเคยดูดก่อนแล้วบ้าง แต่เรือดูดทรายลำอื่นๆไม่เคยมาดูดทรายบริเวณหน้าวัดมีแต่เรือลำดังกล่าวที่มาดูดทรายตรงหน้าวัดและตรงกับอุโบสถพอดี ทราบว่ามีคนในกลุ่มเรือดูดทรายดังกล่าวได้พูดว่า "จะดูดให้โบสถ์ทรุดเลย" ซึ่งอาจจะเป็นการพูดเล่นกันในหมู่เพื่อนฝูงแต่จะเป็นการจาบจ้วงหรือไม่ ต่อมาไม่นานเรือลำดังกล่าวได้จมอยู่ตรงที่ดูดทรายบริเวณนั้นนั่นเอง เจ้าของกิจการดังกล่าวได้พยายามให้นักประดาน้ำช่วยดำค้นหาชิ้นส่วนที่สำคัญ แต่ไม่สำเร็จเพราะทรายไหลมาทับมากจนถอดไม่ได้ หลังจากดำน้ำได้ไม่กี่วันนักประดาดำน้ำก็ถูกฆาตกรรมและหลังจากนั้นเสี่ยเจ้าของกิจการก็ให้เรือดูดทรายลำใหม่มาดูดทรายหน้าวัดอีกซึ่งก็จมอีก ประชาชนต่างพูดกันว่าเป็นเพราะ กิจการเรือดูดทรายดังกล่าวไม่เคารพนับถือหลวงพ่อจึงเกิดเหตการณ์ดังกล่าว ๘.เรื่องนี้ข้าพเจ้าได้ยินจากพี่นิรันดร์ เอี่ยมสมบูรณ์เล่าให้ฟังอีกทีว่าคนแก่คนเฒ่าในพื้นที่เล่ากันว่ามีอยู่คราวหนึ่งหลวงปู่ศุขไปกราบหลวงพ่อคงที่วัดบึงประจำรัง(บางกระพี้) สนทนากันอยู่ครู่หนึ่งแล้วทั้งสองท่านก็ครองผ้าคลุมไหล่คล้ายจะเตรียมไปงานนิมนต์ที่ไหน แต่ท่านทั้งสองกลับเดินเข้าไปในกุฏิด้วยกัน ไม่นานนักก็เปิดกุฏิออกมาพร้อมกับมีขวดน้ำมะเน็ดติดย่ามมาทั้งสององค์ (น้ำมะเน็ดคือน้ำอัดลมในสมัยนั้น คนไทยเรียกเพี้ยนมาจาก lemonade เป็นของหายากมีราคาแพงจะมีขายก็แต่ในเมืองหลวงเท่านั้น บรรดาลูกศิษย์จึงเชื่อกันว่าท่านทั้งสองน่าจะใช้วิชาย่นระยะทางเข้าไปในเมืองหลวงแล้วกลับออกมาในระยะเวลาไม่กี่อึดใจ) ส่วนเรื่องการเสกผ้าอาบเป็นกระต่าย เสกประคดเป็นงู สรงน้ำในกาน้ำชา เสกกะลาครอบช้างข้าพเจ้าก็เคยได้ยินว่าเป็นปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อเฒ่าแต่ไม่มีรายละเอียดของสถานการณ์เป็นแต่คำบอกเล่าสั้นๆไม่มีการขยายความจึงไม่รู้จะเล่าต่ออย่างไร จะว่าไปแล้วปาฏิหาริย์เหล่านี้ก็มีบันทึกอยู่ในประวัติของหลวงปู่ศุขผู้เป็นศิษย์ว่าหลวงปู่ศุขท่านก็สามารถแสดงได้อย่างช่ำชอง จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องเหลือวิสัยของหลวงพ่อเฒ่าผู้เป็นอาจารย์ เพียงแต่ท่านเป็นพระรุ่นเก่ากว่าการสืบประวัติก็ย่อมเป็นเรื่องที่ทำได้ยากกว่าเช่นกัน (ฝุ่นดิน:เพิ่มเติม59) มรดกที่หลวงพ่อเฒ่า(คง) แห่งวัดบางกะพี้ได้รังสรรและถ่ายทอดจิตวิญญาณฝากเอาไว้ให้ลูกหลานชาวชัยนาทนั้น นอกจากพระปิดตาแล้วก็ยังมีเครื่องรางอีกชนิดหนึ่งที่มีเอกลักษณ์เป็นที่รู้จักและเป็นตำนานเล่าขานจากรุ่นสู่รุ่นของคนบ้านบึงประจำรัง นั่นก็คือ “ลูกคิด” มีเรื่องเล่าว่าในสมัยที่หลวงพ่อยังอยู่ มีคนเอาลูกคิดของท่านไปแขวนคอหมาแล้วทดลองยิง แต่ยิงอย่างไรก็ยิงไม่ออก ความรู้ถึงท่านเข้าท่านคงไม่พอใจจึงสาดลูกคิดที่เหลือทั้งหมดลงแม่น้ำหน้าวัด ภายหลังมีพวกที่ไปเล่นน้ำบ้าง พวกหาปลาในบริเวณนั้นบ้างบางคนก็ได้ลูกคิดนี้ขึ้นมา หรือเมื่อมีการดูดทรายในบริเวณใกล้เคียงก็พบว่ามีลูกคิดของหลวงพ่อติดขึ้นมาด้วย หลังสุดเมื่อปี๒๕๔๔มีเรือดูดทรายจากที่อื่นมาดูดทรายบริเวณหน้าวัด(ซึ่งปกติถ้าคนในละแวกนี้จะไม่มีใครไปดูดบริเวณนั้น)ซึ่งเป็นบริเวณตรงกันกับที่ตั้งของพระอุโบสถที่หลวงพ่อเฒ่าท่านสร้างไว้ ซึ่งก็พบว่ามีลูกคิดติดขึ้นมาด้วย แต่ดูดได้ไม่นานเรือก็จม เอาลำที่สองมาดูดอีกก็จมอีกดังที่มีหลักฐานคือทุ่นลอยที่ติดตั้งไว้ในจุดที่เรือดูดทรายจม จนถึงปัจจุบันลูกคิดบริเวณหน้าวัดเริ่มไม่ค่อยมีใครได้ขึ้นมาเหมือนดังแต่ก่อน ลูกคิดของหลวงพ่อเฒ่าคง วัดบางกระพี้เท่าที่พบมี ๒ เนื้อคือเนื้อดินเผาและเนื้อดินคลุกรัก(เนื้อดินคลุกรักบางลูกอาจมีการจุ่มรักเคลือบผิวอีกชั้นหนึ่งก็มีซึ่งพบเจอน้อยกว่า) และจากการผ่าพิสูจน์มวลสารภายในทั้งลูกคิดเนื้อดินเผาและเนื้อดินคลุกรักพบว่ามีลักษณะของมวลสารที่เป็นส่วนผสมตรงกันทั้งสองชนิด แต่ปริมาณของมวลสารแต่ละชนิดอาจมากน้อยไม่เท่ากันในแต่ละลูก ชนิดของมวลสารที่พบมีอยู่ ๕ ลักษณะดังนี้ ๑.แร่เม็ดทราย ซึ่งจะมีผสมอยู่มากกว่ามวลสารชนิดอื่นๆ และสังเกตเห็นได้ชัดจากเนื้อหาภายนอก ซึ่งปริมาณของแร่เม็ดทรายนี้ใช้เป็นจุดสังเกตเบื้องต้นได้ทั้งในลูกคิดเนื้อดินเผาและเนื้อดินคลุกรัก แร่เม็ดทรายที่พบมีความหลากสีเช่นสีขาวใส สีขาวขุ่น สีแดงเข้ม สีแดงเรื่อๆ สีดอกพิกุลเป็นต้นปะปนกันอยู่ แร่เม็ดทรายนี้อาจจะเป็นแร่ชนิดเดียวกันกับแร่ทรายทองที่ขุดพบที่ จ.กาญจนบุรีก็เป็นได้ ซึ่งแร่ที่ขุดพบมีลักษณะเป็นเม็ดทรายปะปนอยู่กับเกล็ดเศษแร่โลหะ ซึ่งในลูกคิดของหลวงพ่อคงก็พบว่ามีเศษโลหะที่มีลักษณะคล้ายเศษทอง เงิน ทองแดงปนอยู่ในเนื้อด้วย ซึ่งได้กล่าวแยกไว้ในข้อ ๕ ๒.เม็ดผงสีขาวแบบเม็ดผงดินสอพอง เม็ดผงสีขาวนี้มีลักษณะร่วนซุยคล้ายผงดินสอพอง ซึ่งน่าจะเป็นผงที่ได้จากวิชาลบผงที่โบราณจารย์นิยมนำมาเป็นส่วนผสมในการสร้างวัตถุมงคล ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็ถือว่าเป็นผงชั้นครูระดับปรมาจารย์ใหญ่ของสายชัยนาทเลยทีเดียว (มวลสารลักษณะนี้พบมากในลูกคิดเนื้อดินคลุกรัก แต่พบน้อยในเนื้อดินเผา) ๓.เม็ดผงสีขาวแบบเศษผงปูนเปลือกหอยหรือเศษพระตระกูลพระสมเด็จ เม็ดผงสีขาวชนิดนี้มีลักษณะเป็นก้อนแข็งสีขาวหนึกนุ่มคล้ายเศษผงปูนเปลือกหอย อาจเป็นเศษผงปูนเปลือกหอยที่ได้จากซากโบราณสถานที่ถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ก็เป็นเศษพระเนื้อผงที่สร้างด้วยปูนเปลือกหอยเช่นพระตะกูลพระสมเด็จ แต่ก็ไม่เคยได้ยินว่าหลวงพ่อเฒ่า(คง)ท่านจะสร้างพระเนื้อผงเอาไว้เลย ซึ่งหากเป็นเศษพระผงก็อาจเป็นพระผงเกจิเรืองวิชาที่ท่านเคารพนับถือหรือเป็นของครูบาอาจารย์ของท่านก็เป็นได้) ๔.เม็ดมวลสารสีแดงแบบเศษอิฐ เม็ดมวลสารอีกลักษณะหนึ่งมีลักษณะคล้ายเศษอิฐสีแดงเรื่อๆ อาจเป็นเศษอิฐที่ได้จากโบราณสถาน หรืออีกมุมหนึ่งซึ่งถ้านำมาพิจารณาประกอบกับประวัติชาติภูมิของท่านที่มีเชื้อสายเป็นคนกำแพงเพชรก็ยิ่งน่าคิดอยู่ไม่น้อยว่าอาจเป็นเศษพระกรุกำแพงเพชรที่โด่งดังมาตั้งแต่ในอดีตก็เป็นได้ ชะรอยให้นึกถึงสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)ที่ท่านก็นิยมใช้เศษพระกรุกำแพงเพชรเป็นมวลสารผสมในพระสมเด็จของท่านด้วย ๕. แร่ทรายเงินทรายทอง และมวลสารอีกชนิดหนึ่งที่พบปะปนอยู่ด้วยแต่มีปริมาณที่น้อยมากก็คือแร่ทรายเงินทรายทองอย่างที่มีในพระกรุเนื้อดินสมัยโบราณเช่นขุนแผนบ้านกร่าง นางพญา บางกระทิงเป็นต้น มวลสารที่มีลักษณะคล้ายแร่ทรายเงินทรายทองนี้เมื่อทุบดูภายในแล้วพบว่าบางชิ้นก็มีลักษณะเป็นแผ่นบางๆซ้อนทับกัน บางชิ้นก็มีลักษณะเหมือนเศษตะไบมีสีคล้ายทอง เงินและทองแดง (มวลสารลักษณะนี้พบมากในลูกคิดเนื้อดินเผา แต่พบน้อยในเนื้อดินคลุกรัก) .....สรุปว่ามวลสารที่พบมีอยู่ ๕ ลักษณะคือ ๑.แร่เม็ดทราย ๒.เม็ดมวลสารสีขาวแบบผงดินสอพองจับก้อน ๓.เม็ดมวลสารสีขาวแบบเศษผงปูนเปลือกหอยหรือเศษพระตระกูลพระสมเด็จ ๔.เม็ดมวลสารสีแดงแบบเศษอิฐ ๕.แร่ทรายเงินทรายทอง ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับมวลสารที่พบในลูกแวดินเผาแล้วมีความแตกต่างโดยสิ้นเชิง เริ่มจากเนื้อหาที่สามารถมองเห็นได้จากภายนอกก็จะเห็นได้ว่าเป็นเนื้อดินเผาที่ค่อนข้างจะละเอียดและมีมวลสารที่มีลักษณะเหมือนเม็ดทรายปรากฎให้เห็นน้อยมาก และเมื่อทุบดูรายละเอียดภายในก็พบว่าเป็นมวลสารหรือส่วนผสมตามปกติของเครื่องปั้นดินเผาที่ต้องมีวัสดุต่างๆผสมกันเพื่อให้โครงสร้างภายในมีความแข็งแรงเช่น ดิน,ทรายและเศษเปลือกข้าวหรือเศษพืชเป็นต้นฯ แต่จะไม่มีมวลสารที่เป็นไปเพื่อความศักดิ์สิทธิ์(เช่นผงดินสอพอง เศษผงปูนเปลือกหอย เศษอิฐและแร่ทรายเงินทรายทอง)เหมือนที่มีอยู่ในลูกคิดของหลวงพ่อเฒ่า(คง) แต่เนื่องจากเนื้อดินเผามีลักษณะใกล้เคียงกับลูกแวดินเผาที่คนโบราณใช้ในการปั่นด้าย ทำให้เนื้อดินคลุกรักพิจารณาแยกแยะได้ง่ายกว่าและได้รับความนิยมมากกว่า ......นอกจากการผ่าพิสูจน์แล้วยังได้ทำการทดลองวิธีการปั้นและวิธีการขึ้นรูปที่จะก่อให้เกิดรูปทรงต่างๆของลูกคิดเท่าที่พบมา โดยใช้อุปกรณ์ใกล้ตัวคือดินน้ำมันและตะปูคอนกรีตเป็นเครื่องทดลองจนกระทั่งได้ค้นพบวิธีที่ทำให้เกิดรูปทรงเช่นเดียวกันกับลูกคิดของหลวงพ่อคงทุกรูปแบบอย่างไม่ผิดเพี้ยน จากการทดลองวิธีการขึ้นรูปนี้ทำให้ทราบว่ามีวิธีการอยู่ ๕ ขั้นตอนดังนี้คือ ๑.ปั้นเป็นก้อนกลม เนื่องจากเป็นการปั้นด้วยมือขนาดเล็กใหญ่ในแต่ละคราวจึงไม่เท่ากัน และเรื่องของขนาดอาจจะเกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์การใช้งานตามแต่กรณีด้วย ซึ่งข้าพเจ้าเองก็ไม่ทราบชัดว่าเป็นการสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องรางใช้ติดตัวโดดๆชนิดเดียว หรือทำเป็นลูกคั่นเพื่อนำไปประกอบกับตะกรุดซึ่งนอกจากตะกรุดเนื้อตะกั่วแล้วข้าพเจ้ายังได้ยินว่ามีตะกรุดไม้ไผ่และตะกรุดกระดูกแร้งอีกด้วย แต่ที่น่าสังเกตอีกข้อหนึ่งก็คือยังไม่เคยพบว่ามีลูกคิดที่ปั้นเป็นลูกกลมแล้วเจาะรูเลย อย่างน้อยก็ต้องมีการกดแบนหนึ่งด้าน เจตนาที่ทำให้เกิดสัณฐานแบนนี้ข้าพเจ้ายังไม่กระจ่างนักว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อการใด ๒.กดแบน อาจจะกดด้านเดียวหรือสองด้านตามต้องการ โดยการใช้อุ้งมือกดลงไปที่ด้านบนของก้อนกลม ส่งผลให้ด้านล่างของก้อนกลมที่สัมผัสกับพื้นราบแบนไปตามแรงกด แต่ด้านบนจะยังคงโค้งมนไปตามรูปของอุ้งมือ ถ้าเจาะรูในขั้นตอนนี้เลยก็จะได้ลูกคิดทรงโมจิ แต่ถ้ากดแบนทั้งสองข้างแล้วเจาะรู รูปทรงที่ได้จะเหมือนโดนัท ๓.เสียบแกนกลาง เมื่อกดแบนตามต้องการแล้วก็ใช้ไม้เสียบกึ่งกลางให้ทะลุไปอีกฝั่งหนึ่ง(แต่ในการทดลองใช้ตะปูคอนกรีตแทนไม้ เหตุผลเพราะอยู่ใกล้ตัวหยิบง่ายดีไม่มีอะไรมาก)เพื่อให้เกิดรูสำหรับร้อยเชือก แต่นอกจากจะเพื่อให้เกิดรูแล้วไม้ที่ใช้เสียบนี้ยังทำเป็นแกนหมุนเพื่อตกแต่งรูปทรงของลูกคิดให้สวยงามยิ่งขึ้นได้อีกด้วย ดังขั้นตอนต่อไป ๔.กลิ้งไม้เพื่อสโลปขอบข้าง ใช้นิ้วกลิ้งแกนไม้ให้ขอบของลูกคิดคลึงไปกับพื้นโดยให้ปลายไม้ข้างที่สัมผัสพื้นเป็นจุดกึ่งกลางแล้วหมุนไม้ให้ลูกคิดกลิ้งเป็นรูปครึ่งวงกลมกลับไปกลับมาคล้ายทิศทางของที่ปัดน้ำฝนกระจกรถยนต์ ก็จะได้ขอบสโลปประมาณ45องศา หากหยุดแค่ขั้นตอนนี้โดยที่ทำขอบสโลปด้านเดียว รูปทรงที่ออกมาจะเป็นเหมือนทรงคัพเค้ก แต่ถ้าสโลปขอบทั้งสองด้านรูปทรงที่ออกมาจะเหมือนทรงจานบิน ๕.ดึงไม้ออก เมื่อได้รูปทรงตามต้องการแล้วขั้นตอนสุดท้ายก็คือการดึงไม้ออก ร่องรอยที่เกิดจากการดึงไม้ออกก็คือรอยครูดเป็นทิวยาวตลอดรู(พบในบางลูกที่เนื้อละเอียดหรือแก่รักมากหน่อย) นอกจากนี้หลักฐานที่ทิ้งไว้หลังจากการดึงไม้ออก จะพบได้ว่าบริเวณรอบๆรูด้านที่ถูกไม้เสียบจะเป็นรอยยุบตัวลงไป ส่วนบริเวณรอบๆรูด้านที่ไม้เสียบทะลุจะมีเนื้อเกินปลิ้นออกมาตามแรงชักพาของมวลไม้ แต่ในจุดนี้ไม่ถือเป็นจุดตายตัวเพราะอาจมีการกดรอยปลิ้นให้เรียบเนียนในขณะที่ยังอ่อนตัวอยู่ก็ได้ จากการทดลองนี้ทำให้ทราบเหตุผลว่า ทำไมลูกคิดแต่ละลูกจึงมีขนาดไม่เท่ากัน ทำไมลูกคิดแต่ละลูกจึงมีรูปแบบไม่เหมือนกัน และทำให้ทราบว่ากิจกรรมในแต่ละขั้นตอนจะทิ้งหลักฐานอะไรไว้บ้าง รูปทรงต่างๆที่เกิดจากการจำลองสถานการณ์ในครั้งนี้สอดคล้องกับรูปทรงลูกคิดของหลวงพ่อคงที่พบได้บ่อยซึ่งมี ๔ รูปแบบ(ขออนุญาตใช้ภาษาเรียกที่สอดคล้องกับยุคสมัย(และวัยของผู้เขียน..55)เพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น) ดังนี้คือ ๑.ทรงโมจิ ๒.ทรงโดนัท ๓.ทรงคัพเค้ก ๔.ทรงจานบิน .....และเมื่อวิเคราะห์ถึงรูปทรงต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละกรรมวิธีแล้ว เห็นว่ามีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับรูปทรงของลูกแวดินเผา(ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการปั่นด้ายในสมัยก่อน) จึงสันนิษฐานว่าวิธีการปั้นลูกคิดของหลวงพ่อเฒ่า คงจะมีอิทธิพลมาจากลูกแวดินเผาที่อาจจะยังทำใช้กันอยู่ในสมัยของท่าน แต่วัตถุประสงค์การสร้างจะสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องรางโดยตรงหรือสร้างขึ้นมาเพื่อให้เกิดประโยชน์สองทางคือเป็นของมงคลด้วยและเป็นเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย แบบไม้ควักปูนของหลวงปู่อิ่มวัดหัวเขาและกระจ่ากับตะกร้าจีนของหลวงพ่อเคลือบ วัดบ่อแร่หรือไม่นั้นมิอาจทราบได้ แต่พระเถระผู้รู้รัตตัญญูในกาลก่อนก็มักทำอะไรที่แฝงความละเอียดลุ่มลึกไว้อยู่ในทีเสมอ .....เรื่องการปั่นด้ายนี้ข้าพเจ้าได้สอบถามเพิ่มเติมจากแม่ใหญ่ของข้าพเจ้า ท่านก็อธิบายและสาธิตให้เห็นภาพได้มากยิ่งขึ้น ท่านว่าในสมัยเป็นสาวราวๆปี๒๔๗..-๒๔๘.. ในสมัยนั้นยังมีการปั่นด้ายจากปุยฝ้ายเพื่อทอผ้าใช้กันเองโดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า “ไน” เป็นเครื่องปั่นด้าย แต่ไนในยุคของแม่ใหญ่ใช้แผ่นไม้กลึงให้เป็นสัณฐานกลมแบนเป็นตัวถ่วงแกนแทนลูกแวดินเผา มีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจคือแม่ใหญ่ได้เล่าต่ออีกว่าสมัยนั้นเวลามีงานจุลกฐินชาวบ้านจะยกเครื่องมือที่ใช้ในการทอผ้าไปทำกันที่วัดตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้ายคือสำเร็จเป็นผ้าไตรจีวรย้อมสีสำเร็จเสร็จสรรพภายในวันเดียว ทำให้ข้าพเจ้าฟุ้งซ่านไปถึงลูกคิดของหลวงพ่อคงว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่ท่านอาจจะทำลูกคิดซึ่งมีลักษณะคล้ายกับลูกแวนี้เพื่อให้ชาวบ้านที่มาช่วยกันทอผ้าในงานจุลกฐินได้ใช้งานและมอบให้เป็นของขวัญของมงคลเป็นที่ระลึกในงานบุญกลับบ้านไปด้วย แต่ปฐมเหตุที่แท้จริงจะเป็นอย่างไรนั้นการที่จะพิสูจน์ทราบให้ชัดเจนได้ ถือว่าเป็นเรื่องยาก ยิ่งกว่าการงมหาลูกคิดหน้าวัดบางกระพี้เป็นไหนๆ แต่ถึงอย่างไรมาจนถึงยุคปัจจุบันลูกคิดของหลวงพ่อก็ยังคงเป็นที่สุดของความเชื่อถือศรัทธาและยังคงเป็นยอดปารถนาของลูกหลานคนบ้านประจำรังและคนชัยนาทอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย.
 
  ราคา 4500
  ปรับปรุงล่าสุด 11:02:00 พฤหัสบดี 05 ม.ค.
  จำนวนผู้ชม 736
  จำนวนผู้ชมขณะนี้ 1
  สถานะ
 
     

© Copyright 2011 www.www.sitluangporchua.com. All right reserved by www.sitluangporchua.com
หน้าแรก กระดานสนทนา ร้านพระเครื่องมาตรฐาน จัดการร้านค้า