หน้าแรก l รายการพระเครื่อง l แกลลอรี่ภาพ l การชำระเงิน l ศิษย์หลวงพ่อกวย l ศิษย์หลวงพ่อเชื้อ l จัดการร้านค้า
ข้อมูลร้านค้า
 
ฝุ่นดินท้องถิ่นนิยม
  ชื่อร้าน ฝุ่นดินท้องถิ่นนิยม
 
  เจ้าของร้าน เชษฐา ฉายะสถิตย์
 
  ที่อยู่ 86 ม.3 ต.หนองมะโมง อ.หนองมะโมง ชัยนาท
   
 
  ข้อมูลร้านค้า "สะสมพระในแง่ของศิลปะและความเป็นตำนาน สืบสานตำนานพระท้องถิ่น" เราสนใจพระท้องถิ่นในอดีตที่เกือบจะเป็นตำนาน มีประสบการณ์เป็นที่เล่าขานกันแบบปากต่อปากจากบุคคลที่มีตัวตน ไม่ใช่แค่ภาพลวงตาตามหน้าหนังสือ "เก่า-แท้-สวย-หายาก-มากประสบการณ์ เป็น ๕เหตุผลที่เพียงพอต่อความแพงและความควรค่าแก่การสะสม"
   
 
  เงื่อนไขการรับประกัน คนจริง...ใจจริง...พระจริง พิจารณา 7 วัน ไม่พอใจคืนเต็ม แต่พระต้องสภาพเดิม
   
 
  เบอร์โทรติดต่อ 0847208460,0871950045
  E_mail foondin@hotmail.com
   
เจาะลึกลูกคิดหลวงพ่อเฒ่า(คง)วัดบางกะพี้









 
ข้อมูลพระเครื่อง
 
  ชื่อพระเครื่อง เจาะลึกลูกคิดหลวงพ่อเฒ่า(คง)วัดบางกะพี้
  รายละเอียด มรดกที่หลวงพ่อเฒ่า(คง) แห่งวัดบางกะพี้ได้รังสรรและถ่ายทอดจิตวิญญาณฝากเอาไว้ให้ลูกหลานชาวชัยนาทนั้น นอกจากพระปิดตาแล้วก็ยังมีเครื่องรางอีกชนิดหนึ่งที่มีเอกลักษณ์เป็นที่รู้จักและเป็นตำนานเล่าขานจากรุ่นสู่รุ่นของคนบ้านบึงประจำรัง นั่นก็คือ “ลูกคิด” มีเรื่องเล่าว่าในสมัยที่หลวงพ่อยังอยู่ มีคนเอาลูกคิดของท่านไปแขวนคอหมาแล้วทดลองยิง แต่ยิงอย่างไรก็ยิงไม่ออก ความรู้ถึงท่านเข้าท่านคงไม่พอใจจึงสาดลูกคิดที่เหลือทั้งหมดลงแม่น้ำหน้าวัด ภายหลังมีพวกที่ไปเล่นน้ำบ้าง พวกหาปลาในบริเวณนั้นบ้างบางคนก็ได้ลูกคิดนี้ขึ้นมา หรือเมื่อมีการดูดทรายในบริเวณใกล้เคียงก็พบว่ามีลูกคิดของหลวงพ่อติดขึ้นมาด้วย หลังสุดเมื่อปี๒๕๔๔มีเรือดูดทรายจากที่อื่นมาดูดทรายบริเวณหน้าวัด(ซึ่งปกติถ้าคนในละแวกนี้จะไม่มีใครไปดูดบริเวณนั้น)ซึ่งเป็นบริเวณตรงกันกับที่ตั้งของพระอุโบสถที่หลวงพ่อเฒ่าท่านสร้างไว้ ซึ่งก็พบว่ามีลูกคิดติดขึ้นมาด้วย แต่ดูดได้ไม่นานเรือก็จม เอาลำที่สองมาดูดอีกก็จมอีกดังที่มีหลักฐานคือทุ่นลอยที่ติดตั้งไว้ในจุดที่เรือดูดทรายจม จนถึงปัจจุบันลูกคิดบริเวณหน้าวัดเริ่มไม่ค่อยมีใครได้ขึ้นมาเหมือนดังแต่ก่อน ลูกคิดของหลวงพ่อเฒ่าคง วัดบางกระพี้เท่าที่พบมี ๒ เนื้อคือเนื้อดินเผาและเนื้อดินคลุกรัก(เนื้อดินคลุกรักบางลูกอาจมีการจุ่มรักเคลือบผิวอีกชั้นหนึ่งก็มีซึ่งพบเจอน้อยกว่า) และจากการผ่าพิสูจน์มวลสารภายในทั้งลูกคิดเนื้อดินเผาและเนื้อดินคลุกรักพบว่ามีลักษณะของมวลสารที่เป็นส่วนผสมตรงกันทั้งสองชนิด แต่ปริมาณของมวลสารแต่ละชนิดอาจมากน้อยไม่เท่ากันในแต่ละลูก ชนิดของมวลสารที่พบมีอยู่ ๕ ลักษณะดังนี้ ๑.แร่เม็ดทราย ซึ่งจะมีผสมอยู่มากกว่ามวลสารชนิดอื่นๆ และสังเกตเห็นได้ชัดจากเนื้อหาภายนอก ซึ่งปริมาณของแร่เม็ดทรายนี้ใช้เป็นจุดสังเกตเบื้องต้นได้ทั้งในลูกคิดเนื้อดินเผาและเนื้อดินคลุกรัก แร่เม็ดทรายที่พบมีความหลากสีเช่นสีขาวใส สีขาวขุ่น สีแดงเข้ม สีแดงเรื่อๆ สีดอกพิกุลเป็นต้นปะปนกันอยู่ แร่เม็ดทรายนี้อาจจะเป็นแร่ชนิดเดียวกันกับแร่ทรายทองที่ขุดพบที่ จ.กาญจนบุรีก็เป็นได้ ซึ่งแร่ที่ขุดพบมีลักษณะเป็นเม็ดทรายปะปนอยู่กับเกล็ดเศษแร่โลหะ ซึ่งในลูกคิดของหลวงพ่อคงก็พบว่ามีเศษโลหะที่มีลักษณะคล้ายเศษทอง เงิน ทองแดงปนอยู่ในเนื้อด้วย ซึ่งได้กล่าวแยกไว้ในข้อ ๕ ๒.เม็ดผงสีขาวแบบเม็ดผงดินสอพอง เม็ดผงสีขาวนี้มีลักษณะร่วนซุยคล้ายผงดินสอพอง ซึ่งน่าจะเป็นผงที่ได้จากวิชาลบผงที่โบราณจารย์นิยมนำมาเป็นส่วนผสมในการสร้างวัตถุมงคล ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็ถือว่าเป็นผงชั้นครูระดับปรมาจารย์ใหญ่ของสายชัยนาทเลยทีเดียว (มวลสารลักษณะนี้พบมากในลูกคิดเนื้อดินคลุกรัก แต่พบน้อยในเนื้อดินเผา) ๓.เม็ดผงสีขาวแบบเศษผงปูนเปลือกหอยหรือเศษพระตระกูลพระสมเด็จ เม็ดผงสีขาวชนิดนี้มีลักษณะเป็นก้อนแข็งสีขาวหนึกนุ่มคล้ายเศษผงปูนเปลือกหอย อาจเป็นเศษผงปูนเปลือกหอยที่ได้จากซากโบราณสถานที่ถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ก็เป็นเศษพระเนื้อผงที่สร้างด้วยปูนเปลือกหอยเช่นพระตะกูลพระสมเด็จ แต่ก็ไม่เคยได้ยินว่าหลวงพ่อเฒ่า(คง)ท่านจะสร้างพระเนื้อผงเอาไว้เลย ซึ่งหากเป็นเศษพระผงก็อาจเป็นพระผงเกจิเรืองวิชาที่ท่านเคารพนับถือหรือเป็นของครูบาอาจารย์ของท่านก็เป็นได้) ๔.เม็ดมวลสารสีแดงแบบเศษอิฐ เม็ดมวลสารอีกลักษณะหนึ่งมีลักษณะคล้ายเศษอิฐสีแดงเรื่อๆ อาจเป็นเศษอิฐที่ได้จากโบราณสถาน หรืออีกมุมหนึ่งซึ่งถ้านำมาพิจารณาประกอบกับประวัติชาติภูมิของท่านที่มีเชื้อสายเป็นคนกำแพงเพชรก็ยิ่งน่าคิดอยู่ไม่น้อยว่าอาจเป็นเศษพระกรุกำแพงเพชรที่โด่งดังมาตั้งแต่ในอดีตก็เป็นได้ ชะรอยให้นึกถึงสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)ที่ท่านก็นิยมใช้เศษพระกรุกำแพงเพชรเป็นมวลสารผสมในพระสมเด็จของท่านด้วย ๕. แร่ทรายเงินทรายทอง และมวลสารอีกชนิดหนึ่งที่พบปะปนอยู่ด้วยแต่มีปริมาณที่น้อยมากก็คือแร่ทรายเงินทรายทองอย่างที่มีในพระกรุเนื้อดินสมัยโบราณเช่นขุนแผนบ้านกร่าง นางพญา บางกระทิงเป็นต้น มวลสารที่มีลักษณะคล้ายแร่ทรายเงินทรายทองนี้เมื่อทุบดูภายในแล้วพบว่าบางชิ้นก็มีลักษณะเป็นแผ่นบางๆซ้อนทับกัน บางชิ้นก็มีลักษณะเหมือนเศษตะไบมีสีคล้ายทอง เงินและทองแดง (มวลสารลักษณะนี้พบมากในลูกคิดเนื้อดินเผา แต่พบน้อยในเนื้อดินคลุกรัก) .....สรุปว่ามวลสารที่พบมีอยู่ ๕ ลักษณะคือ ๑.แร่เม็ดทราย ๒.เม็ดมวลสารสีขาวแบบผงดินสอพองจับก้อน ๓.เม็ดมวลสารสีขาวแบบเศษผงปูนเปลือกหอยหรือเศษพระตระกูลพระสมเด็จ ๔.เม็ดมวลสารสีแดงแบบเศษอิฐ ๕.แร่ทรายเงินทรายทอง ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับมวลสารที่พบในลูกแวดินเผาแล้วมีความแตกต่างโดยสิ้นเชิง เริ่มจากเนื้อหาที่สามารถมองเห็นได้จากภายนอกก็จะเห็นได้ว่าเป็นเนื้อดินเผาที่ค่อนข้างจะละเอียดและมีมวลสารที่มีลักษณะเหมือนเม็ดทรายปรากฎให้เห็นน้อยมาก และเมื่อทุบดูรายละเอียดภายในก็พบว่าเป็นมวลสารหรือส่วนผสมตามปกติของเครื่องปั้นดินเผาที่ต้องมีวัสดุต่างๆผสมกันเพื่อให้โครงสร้างภายในมีความแข็งแรงเช่น ดิน,ทรายและเศษเปลือกข้าวหรือเศษพืชเป็นต้นฯ แต่จะไม่มีมวลสารที่เป็นไปเพื่อความศักดิ์สิทธิ์(เช่นผงดินสอพอง เศษผงปูนเปลือกหอย เศษอิฐและแร่ทรายเงินทรายทอง)เหมือนที่มีอยู่ในลูกคิดของหลวงพ่อเฒ่า(คง) แต่เนื่องจากเนื้อดินเผามีลักษณะใกล้เคียงกับลูกแวดินเผาที่คนโบราณใช้ในการปั่นด้าย ทำให้เนื้อดินคลุกรักพิจารณาแยกแยะได้ง่ายกว่าและได้รับความนิยมมากกว่า ......นอกจากการผ่าพิสูจน์แล้วยังได้ทำการทดลองวิธีการปั้นและวิธีการขึ้นรูปที่จะก่อให้เกิดรูปทรงต่างๆของลูกคิดเท่าที่พบมา โดยใช้อุปกรณ์ใกล้ตัวคือดินน้ำมันและตะปูคอนกรีตเป็นเครื่องทดลองจนกระทั่งได้ค้นพบวิธีที่ทำให้เกิดรูปทรงเช่นเดียวกันกับลูกคิดของหลวงพ่อคงทุกรูปแบบอย่างไม่ผิดเพี้ยน จากการทดลองวิธีการขึ้นรูปนี้ทำให้ทราบว่ามีวิธีการอยู่ ๕ ขั้นตอนดังนี้คือ ๑.ปั้นเป็นก้อนกลม เนื่องจากเป็นการปั้นด้วยมือขนาดเล็กใหญ่ในแต่ละคราวจึงไม่เท่ากัน และเรื่องของขนาดอาจจะเกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์การใช้งานตามแต่กรณีด้วย ซึ่งข้าพเจ้าเองก็ไม่ทราบชัดว่าเป็นการสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องรางใช้ติดตัวโดดๆชนิดเดียว หรือทำเป็นลูกคั่นเพื่อนำไปประกอบกับตะกรุดซึ่งนอกจากตะกรุดเนื้อตะกั่วแล้วข้าพเจ้ายังได้ยินว่ามีตะกรุดไม้ไผ่และตะกรุดกระดูกแร้งอีกด้วย แต่ที่น่าสังเกตอีกข้อหนึ่งก็คือยังไม่เคยพบว่ามีลูกคิดที่ปั้นเป็นลูกกลมแล้วเจาะรูเลย อย่างน้อยก็ต้องมีการกดแบนหนึ่งด้าน เจตนาที่ทำให้เกิดสัณฐานแบนนี้ข้าพเจ้ายังไม่กระจ่างนักว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อการใด ๒.กดแบน อาจจะกดด้านเดียวหรือสองด้านตามต้องการ โดยการใช้อุ้งมือกดลงไปที่ด้านบนของก้อนกลม ส่งผลให้ด้านล่างของก้อนกลมที่สัมผัสกับพื้นราบแบนไปตามแรงกด แต่ด้านบนจะยังคงโค้งมนไปตามรูปของอุ้งมือ ถ้าเจาะรูในขั้นตอนนี้เลยก็จะได้ลูกคิดทรงโมจิ แต่ถ้ากดแบนทั้งสองข้างแล้วเจาะรู รูปทรงที่ได้จะเหมือนโดนัท ๓.เสียบแกนกลาง เมื่อกดแบนตามต้องการแล้วก็ใช้ไม้เสียบกึ่งกลางให้ทะลุไปอีกฝั่งหนึ่ง(แต่ในการทดลองใช้ตะปูคอนกรีตแทนไม้ เหตุผลเพราะอยู่ใกล้ตัวหยิบง่ายดีไม่มีอะไรมาก)เพื่อให้เกิดรูสำหรับร้อยเชือก แต่นอกจากจะเพื่อให้เกิดรูแล้วไม้ที่ใช้เสียบนี้ยังทำเป็นแกนหมุนเพื่อตกแต่งรูปทรงของลูกคิดให้สวยงามยิ่งขึ้นได้อีกด้วย ดังขั้นตอนต่อไป ๔.กลิ้งไม้เพื่อสโลปขอบข้าง ใช้นิ้วกลิ้งแกนไม้ให้ขอบของลูกคิดคลึงไปกับพื้นโดยให้ปลายไม้ข้างที่สัมผัสพื้นเป็นจุดกึ่งกลางแล้วหมุนไม้ให้ลูกคิดกลิ้งเป็นรูปครึ่งวงกลมกลับไปกลับมาคล้ายทิศทางของที่ปัดน้ำฝนกระจกรถยนต์ ก็จะได้ขอบสโลปประมาณ45องศา หากหยุดแค่ขั้นตอนนี้โดยที่ทำขอบสโลปด้านเดียว รูปทรงที่ออกมาจะเป็นเหมือนทรงคัพเค้ก แต่ถ้าสโลปขอบทั้งสองด้านรูปทรงที่ออกมาจะเหมือนทรงจานบิน ๕.ดึงไม้ออก เมื่อได้รูปทรงตามต้องการแล้วขั้นตอนสุดท้ายก็คือการดึงไม้ออก ร่องรอยที่เกิดจากการดึงไม้ออกก็คือรอยครูดเป็นทิวยาวตลอดรู(พบในบางลูกที่เนื้อละเอียดหรือแก่รักมากหน่อย) นอกจากนี้หลักฐานที่ทิ้งไว้หลังจากการดึงไม้ออก จะพบได้ว่าบริเวณรอบๆรูด้านที่ถูกไม้เสียบจะเป็นรอยยุบตัวลงไป ส่วนบริเวณรอบๆรูด้านที่ไม้เสียบทะลุจะมีเนื้อเกินปลิ้นออกมาตามแรงชักพาของมวลไม้ แต่ในจุดนี้ไม่ถือเป็นจุดตายตัวเพราะอาจมีการกดรอยปลิ้นให้เรียบเนียนในขณะที่ยังอ่อนตัวอยู่ก็ได้ จากการทดลองนี้ทำให้ทราบเหตุผลว่า ทำไมลูกคิดแต่ละลูกจึงมีขนาดไม่เท่ากัน ทำไมลูกคิดแต่ละลูกจึงมีรูปแบบไม่เหมือนกัน และทำให้ทราบว่ากิจกรรมในแต่ละขั้นตอนจะทิ้งหลักฐานอะไรไว้บ้าง รูปทรงต่างๆที่เกิดจากการจำลองสถานการณ์ในครั้งนี้สอดคล้องกับรูปทรงลูกคิดของหลวงพ่อคงที่พบได้บ่อยซึ่งมี ๔ รูปแบบ(ขออนุญาตใช้ภาษาเรียกที่สอดคล้องกับยุคสมัย(และวัยของผู้เขียน..55)เพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น) ดังนี้คือ ๑.ทรงโมจิ ๒.ทรงโดนัท ๓.ทรงคัพเค้ก ๔.ทรงจานบิน .....และเมื่อวิเคราะห์ถึงรูปทรงต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละกรรมวิธีแล้ว เห็นว่ามีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับรูปทรงของลูกแวดินเผา(ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการปั่นด้ายในสมัยก่อน) จึงสันนิษฐานว่าวิธีการปั้นลูกคิดของหลวงพ่อเฒ่า คงจะมีอิทธิพลมาจากลูกแวดินเผาที่อาจจะยังทำใช้กันอยู่ในสมัยของท่าน แต่วัตถุประสงค์การสร้างจะสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องรางโดยตรงหรือสร้างขึ้นมาเพื่อให้เกิดประโยชน์สองทางคือเป็นของมงคลด้วยและเป็นเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย แบบไม้ควักปูนของหลวงปู่อิ่มวัดหัวเขาและกระจ่ากับตะกร้าจีนของหลวงพ่อเคลือบ วัดบ่อแร่หรือไม่นั้นมิอาจทราบได้ แต่พระเถระผู้รู้รัตตัญญูในกาลก่อนก็มักทำอะไรที่แฝงความละเอียดลุ่มลึกไว้อยู่ในทีเสมอ .....เรื่องการปั่นด้ายนี้ข้าพเจ้าได้สอบถามเพิ่มเติมจากแม่ใหญ่ของข้าพเจ้า ท่านก็อธิบายและสาธิตให้เห็นภาพได้มากยิ่งขึ้น ท่านว่าในสมัยเป็นสาวราวๆปี๒๔๗..-๒๔๘.. ในสมัยนั้นยังมีการปั่นด้ายจากปุยฝ้ายเพื่อทอผ้าใช้กันเองโดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า “ไน” เป็นเครื่องปั่นด้าย แต่ไนในยุคของแม่ใหญ่ใช้แผ่นไม้กลึงให้เป็นสัณฐานกลมแบนเป็นตัวถ่วงแกนแทนลูกแวดินเผา มีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจคือแม่ใหญ่ได้เล่าต่ออีกว่าสมัยนั้นเวลามีงานจุลกฐินชาวบ้านจะยกเครื่องมือที่ใช้ในการทอผ้าไปทำกันที่วัดตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้ายคือสำเร็จเป็นผ้าไตรจีวรย้อมสีสำเร็จเสร็จสรรพภายในวันเดียว ทำให้ข้าพเจ้าฟุ้งซ่านไปถึงลูกคิดของหลวงพ่อคงว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่ท่านอาจจะทำลูกคิดซึ่งมีลักษณะคล้ายกับลูกแวนี้เพื่อให้ชาวบ้านที่มาช่วยกันทอผ้าในงานจุลกฐินได้ใช้งานและมอบให้เป็นของขวัญของมงคลเป็นที่ระลึกในงานบุญกลับบ้านไปด้วย แต่ปฐมเหตุที่แท้จริงจะเป็นอย่างไรนั้นการที่จะพิสูจน์ทราบให้ชัดเจนได้ ถือว่าเป็นเรื่องยาก ยิ่งกว่าการงมหาลูกคิดหน้าวัดบางกระพี้เป็นไหนๆ แต่ถึงอย่างไรมาจนถึงยุคปัจจุบันลูกคิดของหลวงพ่อก็ยังคงเป็นที่สุดของความเชื่อถือศรัทธาและยังคงเป็นยอดปารถนาของลูกหลานคนบ้านประจำรังและคนชัยนาทอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย.
 
  ราคา 9999
  ปรับปรุงล่าสุด 10:55:16 พฤหัสบดี 05 ม.ค.
  จำนวนผู้ชม 472
  จำนวนผู้ชมขณะนี้ 1
  สถานะ
 
     

© Copyright 2011 www.www.sitluangporchua.com. All right reserved by www.sitluangporchua.com
หน้าแรก กระดานสนทนา ร้านพระเครื่องมาตรฐาน จัดการร้านค้า