หน้าแรก l รายการพระเครื่อง l แกลลอรี่ภาพ l การชำระเงิน l ศิษย์หลวงพ่อกวย l ศิษย์หลวงพ่อเชื้อ l จัดการร้านค้า
ข้อมูลร้านค้า
 
ฝุ่นดินท้องถิ่นนิยม
  ชื่อร้าน ฝุ่นดินท้องถิ่นนิยม
 
  เจ้าของร้าน เชษฐา ฉายะสถิตย์
 
  ที่อยู่ 86 ม.3 ต.หนองมะโมง อ.หนองมะโมง ชัยนาท
   
 
  ข้อมูลร้านค้า "สะสมพระในแง่ของศิลปะและความเป็นตำนาน สืบสานตำนานพระท้องถิ่น" เราสนใจพระท้องถิ่นในอดีตที่เกือบจะเป็นตำนาน มีประสบการณ์เป็นที่เล่าขานกันแบบปากต่อปากจากบุคคลที่มีตัวตน ไม่ใช่แค่ภาพลวงตาตามหน้าหนังสือ "เก่า-แท้-สวย-หายาก-มากประสบการณ์ เป็น ๕เหตุผลที่เพียงพอต่อความแพงและความควรค่าแก่การสะสม"
   
 
  เงื่อนไขการรับประกัน คนจริง...ใจจริง...พระจริง พิจารณา 7 วัน ไม่พอใจคืนเต็ม แต่พระต้องสภาพเดิม
   
 
  เบอร์โทรติดต่อ 0847208460,0871950045
  E_mail foondin@hotmail.com
   
เครื่องรางหลวงพ่อโอ/หลวงพ่อสดที่มักสับสน









 
ข้อมูลพระเครื่อง
 
  ชื่อพระเครื่อง เครื่องรางหลวงพ่อโอ/หลวงพ่อสดที่มักสับสน
  รายละเอียด ...เครื่องรางของหลวงพ่อโอ วัดหางน้ำหนองแขมและของหลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาครเช่น เสือ สิงห์และหงส์มักถูกเล่นหาสับสนกันอยู่เสมอ ซึ่งอาจสืบเนื่องมาจากบางอย่างมีลักษณะรูปทรงที่มีความคล้ายคลึงกัน บางอย่างก็ใช้แม่พิมพ์ตัวเดียวกันเพียงแต่มีการแปรสภาพของแม่พิมพ์ในบางจุดหากไม่สังเกตก็อาจจะเกิดความเข้าใจไขว้เขวได้ ประกอบกับทั้งสองสำนักอยู่ในพื้นที่ใกล้ชิดติดกันและท่านทั้งสองยังมักไปมาหาสู่กันเสมอ หลวงพ่อสดนับถือยกย่องหลวงพ่อโอในฐานะครูบาอาจารย์ท่านหนึ่ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลวงพ่อโอจะมีส่วนร่วมในการปลุกเสกวัตถุมงคลยุคแรกๆของหลวงพ่อสดด้วยและคงมีการถวายวัตถุมงคลให้แก่กันไว้บ้างตามธรรมเนียม ดังนั้นเมื่อใครได้รับมาจากหลวงพ่อองค์ไหนก็ทำให้เข้าใจว่าเป็นของหลวงพ่อองค์นั้น จึงยึดถือเอาแต่คำบอกเล่าอย่างเดียวไม่ได้ ต้องพิจารณาถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นๆเช่นศิลปะหรือเนื้อโลหะที่สามารถเทียบเคียงได้กับวัตถุมงคลชนิดอื่นๆของหลวงพ่อนั้นๆประกอบด้วย แต่ในที่นี้ข้าพเจ้าเห็นว่าตัวอักขระเลขยันต์ที่หลวงพ่อทั้ง ๒ นิยมใช้มีความแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน ซึ่งพอจะนำมาเป็นหลักเกณฑ์ประกอบการวิเคราะห์ได้โดยจะอธิบายดังต่อไปนี้ ๑.อักขระเลขยันต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของหลวงพ่อโอ วัดหางน้ำหนองแขม อักขระเลขยันต์ที่หลวงพ่อโอท่านนิยมใช้และเป็นยันต์เอกลักษณ์ของท่านก็ได้แก่ ยันต์นะซ่อนหัว และยันต์ตารางกากบาท แต่ยันต์นะซ่อนหัวนี้คณาจารย์ในแถบอุทัย ชัยนาท นครสวรรค์ที่เป็นศิษย์ในสายวิชาเดียวกันก็ใช้กันหลายองค์ดังนั้นยันต์นะซ่อนหัวควรจะถือว่าเป็นยันต์เอกลักษณ์ของสายวิชามากกว่าที่จะเป็นยันต์เอกลักษณ์ของตัวบุคคล ส่วนจะเป็นของใครนั้นคงต้องพิจารณาที่ลายมือและคาถาที่ใช้กำกับเป็นจุดแยกแยะ นะซ่อนหัวของหลวงพ่อโอเท่าที่พบว่าเป็นรอยจารของท่านเองจะเป็นนะซ่อนหัวตัวเดียวไม่มีคาถาอื่นกำกับ สังเกตได้ว่าเส้นสายการชักยันต์จะไม่ค่อยเข้าที่เข้าทางนักก็คงจะเนื่องมาจากสายตาของท่านนั่นเอง และอีกยันต์หนึ่งที่ท่านนิยมใช้ข้าพเจ้าขออนุญาตเรียกตามลักษณะว่า “ยันต์ตารางกากะบาด” ยันต์นี้ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของท่านโดยแท้เพราะไม่ซ้ำใคร ส่วนยันต์อื่นๆเช่นยันต์เฑาะว์และยันต์สี่เหลี่ยมแปดมุมก็พบว่ามีด้วยแต่ไม่เป็นเอกลักษณ์จึงไม่นำมากล่าวถึง เรื่องรอยจารของท่านนี้บางท่านอาจจะติดใจว่าหลวงพ่อโอท่านตาบอดท่านจะลงยันต์ได้อย่างไร จริงๆแล้วตาท่านไม่ถึงกับบอดสนิทยังพอเห็นลางๆ และด้วยเหตุนี้จึงนำมาเป็นข้อสังเกตได้อีกประการหนึ่งว่าถ้ารอยจารยันต์ตัวไหนที่เส้นสายสะเปะสะปะตัวอักขระทับเส้นยันต์บ้างเขียนไม่ตรงช่องไม่ตรงแนวบ้าง นั่นแหละลายมือหลวงพ่อโอโดยแท้เชียว ซึ่งถึงแม้อักขระเลขยันต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของหลวงพ่อโอดังที่อธิบายมานี้จะไม่ตรงกับอักขระเลขยันต์ที่ปรากฎในเครื่องรางชนิดไหนเลย แต่ก็เห็นว่าคำอธิบายนี้น่าจะนำไปใช้ในการสังเกตอักขระเลขยันต์บนวัตถุมงคลหรือเครื่องรางอื่นๆของท่านได้ จึงนำมากล่าวไว้ในที่นี้ด้วย ๑.๑ เครื่องรางที่มีความสัมพันธ์กับระบบเลขยันต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของหลวงพ่อโอ วัดหางน้ำหนองแขม ๑.๑.๑ เสือโห่ ข้างลำตัวของเสือโห่ปรากฏคาถา “พะยัก”ด้านหนึ่งและ “ขะวา”ด้านหนึ่งอ่านรวมกันได้ความว่า “พะยักขะวา”จะเห็นได้ว่าทั้งเสือโห่และเสือหมอบใช้คาถาเดียวกัน และคาถา “พะยักขะวา” นี้ยังมีความสอดคล้องกับคาถาที่ใช้กำกับด้านหลังเหรียญนักษัตรปีขาล(ปีเสือ)ของหลวงพ่อโออีกด้วย แต่อาจจะเนื่องจากเป็นสัตว์ประจำปีนักษัตรคาถาหลังเหรียญจึงเพิ่มคำว่า “ราชา”เข้าไปเป็น “พยักขะราชา” หมายถึง “ราชาแห่งพยัคฆ์ทั้งปวง” เสือโห่เป็นเครื่องรางรูปเสืออยู่ในท่านั่งขาหน้ายันพื้นหลังแอ่นหน้าหนูหูตั้งตาโบ๋ ถ้าว่ากันตามตรงจะว่ามีลักษณะคล้ายสุนัขก็คล้าย เท่าที่พบมีเนื้อปรอทเนื้อเดียวเป็นเครื่องรางอีกรุ่นที่พบได้น้อยมาก หายากพอๆกับสิงห์สามขวัญเนื้อปรอท ๑.๑.๒ เสือหมอบ ที่ฐานของเสือหมอบปรากฎคาถา “พะยักขะวา” ซึ่งใช้อักขระวิธีในการเขียนแบบเดียวกันกับเสือโห่ จะเห็นได้ว่าเสือหมอบทั้งแบบท้องกลวงและท้องตันใช้แม่พิมพ์เดียวกันต่างกันตรงช่องท้องเท่านั้น ซึ่งไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าตันเพราะอะไร อาจจะเกิดจากการชำรุดของแม่พิมพ์หรือเกิดจากการแก้ไขแม่พิมพ์เพื่อให้เกิดความแตกต่าง แต่สังเกตได้ว่าจะตันเฉพาะแม่พิมพ์ด้านซ้ายคือด้านที่มีตัวอักขระเท่านั้นส่วนแม่พิมพ์อีกด้านยังคงเป็นปกติและด้านที่ตันนั้นจะมีรอยขีดเป็นทิวยาวสองเส้นคือบริเวณใต้ท้องเส้นหนึ่งและเหนือฐานเส้นหนึ่ง แม้จะไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงแต่ถึงอย่างไรเสือหมอบแบบท้องกลวงก็เป็นชิ้นงานที่เกิดจากแม่พิมพ์ที่ยังคงสมบูรณ์แบบอยู่แสดงให้เห็นว่าจะต้องเทออกมาก่อนเสือท้องตันที่แม่พิมพ์เปลี่ยนสภาพไปจากเดิมแล้ว นอกจากการเทียบเคียงอักขระแล้ว ทางด้านศิลปะการแกะพิมพ์ก็มีความสอดคล้องกับทรวดทรงลักษณะของเสือในพระปีนักษัตรพิมพ์สามเหลี่ยมปีขาล((ปีเสือ)ซึ่งมี๒เนื้อคือเนื้อตะกั่วและเนื้อครั่ง ทั้งเสือหมอบและพระปีนักษัตรนี้เป็นงานที่ใช้กรรมวิธีการผลิตเดียวกันคืองานหล่อ (เนื้อครั่งสามารถหลอมให้เหลวและเทลงในพิมพ์ได้เช่นเดียวกันกับขี้ผึ้งแต่เมื่อแห้งแล้วจะแข็งตัวกว่า) จึงมีความเป็นไปได้ที่อาจจะมาจากแหล่งผลิตเดียวกันด้วย ๑.๑.๓ สิงห์สามขวัญ ในกรณีสิงห์สามขวัญนี้เนื่องจากไม่มีวัตถุมงคลหรือเครื่องรางชนิดอื่นๆของหลวงพ่อที่ทำเป็นรูปสิงห์ขึ้นมาอีกจึงไม่สามารถเทียบเคียงกับอะไรได้ สังเกตจากศิลปะการแกะแม่พิมพ์แล้วคงจะมีอิทธิพลมาจากสิงห์งาแกะของหลวงพ่อเดิมซึ่งมีลักษณะที่นิยมเรียกกันว่าสิงห์สามขวัญหัวมังกร แต่ของหลวงพ่อโอพัฒนาปรับปรุงด้านวัตถุดิบและกระบวนการผลิตมาเป็นงานหล่อแบบเบ้าประกบเท่าที่พบมี ๒ เนื้อคือเนื้อปรอทกับเนื้อตะกั่ว ซึ่งเนื้อปรอทเป็นเนื้อที่พบน้อยที่สุด ข้าพเจ้าได้ยินจากพี่เชนทอง ชัยนาทนักเล่นพระรุ่นอาวุโสท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่าสิงห์สามขวัญเนื้อปรอทรุ่นนี้คนทางแถบหนองโพตาคลีบางคนก็ว่าได้รับมาจากหลวงพ่อเดิม ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็อาจเป็นไปได้ที่หลวงพ่อโอท่านจะนำไปให้หลวงพ่อเดิมผู้เป็นอาจารย์ของท่านปลุกเสกและถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็สามารถตีความได้อีกว่าสิงห์สามขวัญเนื้อปรอทนี้จะต้องสร้างก่อนที่หลวงพ่อเดิมจะมรณภาพ (นั่นหมายความว่าจะต้องก่อน ๒๔๙๔) แต่ก็ไม่ทราบว่าสิงห์เนื้อปรอทกับเนื้อตะกั่วจะสร้างและเสกในคราวเดียวกันด้วยหรือไม่ ส่วนในด้านอักขระพบว่าลงด้วย “สีหะอะพะ” กำกับไว้ที่ฐาน ซึ่งก็ถือว่าเป็นคาถาหัวใจราชสีห์ที่ต่างออกไปจากสำนักอื่นๆที่มักจะนิยมใช้ “สีหะนาถัง” หรือ “ราชะสีโห” กันเป็นส่วนมาก และหากสังเกตฟ้อนต์ของตัวอักขระก็จะเห็นได้ว่าฟ้อนต์อักขระของสิงห์สามขวัญ,เสือหมอบและเสือโห่นี้น่าจะเป็นช่างแกะคนเดียวกัน ส่วนศิลปะการแกะพิมพ์และศิลปะการแกะตัวอักขระของเสือนั่งหลังค่อมนั้นจะมีความแตกต่างออกไป มีข้อน่าสังเกตอีกประการหนึ่งว่าในหนังสืองานศพหลวงพ่อโอซึ่งมีการรวบรวมภาพวัตถุมงคลไว้หลายชนิด โดยเฉพาะวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นในปี ๒๕๐๖ ซึ่งมีอยู่หลายรูปแบบ แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีสิงห์สามขวัญและเสือโห่รวมอยู่ด้วย จึงอาจเป็นไปได้ว่าเครื่องรางทั้ง ๒ รูปแบบนี้อาจจะสร้างก่อนปี ๒๕๐๖ ตามข้อสันนิษฐานก็เป็นได้ แต่จะทันหลวงพ่อเดิมอย่างคำบอกเล่าหรือไม่นั้น ยังไม่มีหลักฐานยืนยันที่ชัดเจนในขณะนี้ ๒.อักขระเลขยันต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของหลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาคร หลวงพ่อสดท่านมักจะใช้คาถาที่ลงในวัตถุมงคลและเครื่องรางของท่านประจำอยู่ไม่กี่บทเช่น อิติ, นะอุทธัง, วิเสภูเต, อิติมุตติ, ซึ่งจะพบคาถาเหล่านี้ได้ในวัตถุมงคลแทบทุกชนิดของท่าน เพียงแต่จะใช้บทไหนลงเท่านั้น ที่พบบ่อยที่สุดเห็นจะเป็นบท “อิติ” แต่ “อิติ” นี้ก็ไม่ใช่แต่หลวงพ่อสดจะใช้เพียงรูปเดียวเท่านั้น ศิษย์สายหลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์ก็ใช้ ต้องพิจารณารูปแบบของวัตถุมงคลและปัจจัยอื่นๆประกอบด้วย แต่ถ้ามีทั้ง “อิติ” และ “นะอุทธัง” อยู่ด้วยกันอันนี้ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของหลวงพ่อสด ซึ่งรูปแบบการเขียนมีทั้งเขียนแต่ตัวอักขระลอยๆและใช้กำกับกับยันต์นะซ่อนหัวหรือยันต์เฑาะว์ก็มี ส่วน “อิติมุตติ” และ “วิเสภูเต” นั้นด้วยสติปัญญาอันคับแคบดุจกะลาครอบกบของข้าพเจ้าก็เห็นว่าเป็นอักขระคาถาที่ไม่เคยพบในคณาจารย์อื่นๆ จึงเห็นว่าเป็นคาถาที่เป็นเอกลักษณ์ของท่านด้วยเช่นกัน “อิติมุตติ” นั้นไม่ทราบได้ว่าคือคาถาอะไร แต่ “วิเสภูเต” น่าจะเป็นหัวใจอุณหิสวิชัยเพราะปรากฏอยู่ในบทอุณหิสวิชัยคาถา ซึ่งมีบทคาถาดังนี้ “อัตถิอุณหิสสะวิชะโย ธัมโมโลเกอะนุตตะโร สัพพะสัตตะหิตัตถายะ ตังตวังคัณหาหิ เทวะเต ปะริวัชเชราชะทัณเฑอะมะนุสเสหิ ปาวะเก พยัคเฆนาเค“วิเสภูเต” อะกาละมะระเณนะวา สัพพัสมามะระณามุตโต ฐะเปตวากาละมาริตัง ตัสเสวะอานุภาเวนะ โหตุเทโวสุขีสะทา สุทธะสีลังสะมาทายะ ธัมมัง สุจะริตังจะเรตัสเสวะอานุภาเวนะ โหตุเทโวสุขีสะทา ลิกขิตังจินติตังปูชัง ธาระณังวาจะนังคะรุงปะเรสังเทสะนังสุตวา ตัสสะอายุปะวัฑฒะตีติฯ” คาถาอุณหิสวิชัยนี้ยึดถือกันว่าเป็นคาถาป้องกันมรณะภัยและอันตรายอันเกิดจากราชทัณฑ์ทั้งหลาย จากภูตผีปีศาจและอมนุษย์ทั้งหลาย จากไฟทั้งหลาย จากเสือและสัตว์มีพิษทั้งหลาย แต่ใจความสำคัญตามความหมายแห่งพระคาถานี้ ความศักดิ์สิทธิ์ก็หาใช่เกิดจากการท่องบ่นสาธยายอย่างเดียวไม่ ดังปรากฎอยู่ในบทคาถาท่อนที่ว่า “ สุทธะสีลังสะมาทายะ ธัมมังสุจะริตังจะเร” หมายถึง “การสมาทานศีลและประพฤติธรรมอันสุจริต” ซึ่งที่สุดก็คือการน้อมนำธรรมมะมาปฏิบัติให้คุณธรรมต่างๆบังเกิดมีแก่ตัวเรา เข้าหลักตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แต่ตนที่ฝึกดีแล้วเท่านั้นจึงจะเป็นที่พึ่งแห่งตนได้ สุดท้ายก็มุ่งหมายให้มีการฝึกตน มากกว่าอ้อนวอนร้องขอจากสิ่งอื่นหรือผู้อื่นแต่เพียงอย่างเดียว ๒.๑ เครื่องรางที่มีความสัมพันธ์กับระบบเลขยันต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของหลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาคร ๒.๑.๑ เหรียญหงส์ ซึ่งปรากฏยันต์ “อิติ” และ“นะอุทธัง” อยู่ใต้ตัวหงส์ ส่วนยันต์เหนือตัวหงส์อ่านได้ความว่า “ติมะติ” ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่าน่าจะแกะพิมพ์เพี้ยนมาจาก “อิติมุตติ” ทั้งสามคาถาดังกล่าวจึงเข้าตำราหลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาครเต็มๆ หงส์รุ่นนี้ข้าพเจ้าได้ยินมาว่าสร้างในปี ๒๕๐๖ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อมูลของพระอาจารย์แป๊ะวัดอู่ตะเภาผู้ที่ทันรับใช้ใกล้ชิดอยู่กับหลวงพ่อสดท่านเล่าว่าหงส์ชุดนี้ทำที่ใต้ตึกวัดหางน้ำ (ซึ่งตึกของวัดหางน้ำก็สร้างในปี ๒๕๐๖) โดยใช้สตางค์รูเนื้อดีบุกเป็นส่วนผสม การใช้สตางค์รูเนื้อดีบุกเป็นส่วนผสมนี้พบว่าหลวงพ่ออ่ำและหลวงพ่อทรัพย์ วัดตลุกก็ใช้เป็นส่วนผสมในพระของท่านด้วยเช่นเดียวกัน แต่หงส์ชุดที่เป็นเนื้อเมฆพัตรท่านไม่ทราบข้อมูลแต่ก็พบเจอได้น้อยกว่าและเพิ่งแตกออกมามากก็ตอนที่เปิดกุฏิหลวงพ่อนี่เอง ส่วนที่เคยมีข้อมูลประกอบการขายในหนังสือพระเล่มหนึ่ง ซึ่งลงว่าเหรียญหงส์นี้หลวงพ่อเดิมเสกแจกตอนสร้างโบสถ์วัดหางน้ำแล้วลงราคาขายไว้ตั้งหลายพันนั้น ก็ลองใคร่ครวญถึงเจตนาดูเถิด และถ้าพิจารณาจากปีที่สร้างโบสถ์ซึ่งตามบันทึกในประวัติวัดระบุว่าโบสถ์สร้างในปี ๒๔๗๒ ก่อนยุคหลวงพ่อสดอยู่มากนัก แล้วยันต์ที่ใช้ในเหรียญหงส์จะเป็นยันต์ของหลวงพ่อสดได้อย่างไร แต่ถ้าอ้างว่าหลวงพ่อโอเสกยังสมเหตุสมผลเพราะปี๒๕๐๖ท่านยังไม่เสีย ที่หนังสืองานประกวดเล่มหนึ่งลงว่าเป็นของหลวงพ่อโอก็อาจจะด้วยสาเหตุที่หลวงพ่อสดนำมาให้ท่านเสกแล้วถวายให้ท่านไว้ส่วนหนึ่งก็เป็นได้ ๒.๒.๒ เสือนั่งหลังค่อม ที่ฐานปรากฏยันต์ “อิติ” ของแท้ต้นฉบับที่ข้าพเจ้ามีทั้งสองตัวพบว่ามีรอยจารอักขระที่ลำตัวทั้งสองข้าง แต่เนื่องจากพื้นที่ที่ลงเหล็กจารไม่ใช่พื้นที่เรียบและมีพื้นที่จำกัดอักขระตัวท้ายๆจารไม่ค่อยเป็นตัวจึงอ่านได้ไม่ชัดนัก เห็นชัดแต่อักขระ ๒ ตัวหน้าคือตัว “พะ”กับตัว “ยะ” แต่ก็พอสันนิษฐานได้ว่าน่าจะเป็น “พะยัคโค” ด้านหนึ่งและ “ พะยัคคา”ด้านหนึ่ง คาถา “พะยัคโค พะยัคคา” นี้มีความสอดคล้องกับคาถาที่ปรากฏอยู่ในหนังสือแจกงานศพของหลวงพ่อสด(ดูภาพประกอบในคอมเม้นท์ของภาพที่ ๓) ซึ่งพิมพ์ไว้ว่า...คาถาปลุกสิงห์ “พยัคโค พยัคฆา สูญญารัพพะติ โฮ่มฮึม โฮ่มฮึม อังอะ” แต่ข้าพเจ้าพิจารณาจากบทคาถาแล้วเห็นว่าน่าจะเป็นคาถาปลุกเสือซะมากกว่าเพราะมีคำว่า “พะยัค” ซึ่งแปลว่าเสือแทรกอยู่ด้วย ส่วนคาถาปลุกสิงห์นั้นควรจะเป็น “ตะมัตถังปกาเสนโต สัตถาอาหะ” แต่กลับไปปนอยู่ในท่อนสุดท้ายของคาถาปลุกช้างเสียอีก ส่วนคาถาที่ใช้ปลุกเสือที่ปรากฎในหนังสือมีบทคาถาว่า “สะคะโต สิคะตะ ตะนัง สุขคะโตมังสัง วะรังมิจัง นิพพานัง นะโมนะมิ”วิเคราะห์จากบทคาถาแล้วข้าพเจ้าก็ไม่เห็นว่าจะเป็นคาถาปลุกเสือได้อย่างไร เท่าที่ศึกษาศาสตร์ด้านนี้มาบ้างแบบงูๆปลาๆก็มั่นใจว่าน่าจะเกิดจากความคลาดเคลื่อนในการตีพิมพ์ รอยจาร “พะยัคโคพะยัคคา” นี้นอกจากจะพบในเสือนั่งหลังค่อมแล้วยังพบว่ามีจารที่ใต้ฐานของเสือท้องกลวงและเสือท้องตันอีกด้วย เปรียบเทียบกับลายมือที่หลวงพ่อสดจารในวัตถุมงคลชนิดอื่นแล้วก็สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นลายมือจารของหลวงพ่อสดทั้งหมด แต่เสือนั่งหลังค่อมรุ่นนี้มีของถอดพิมพ์มานาน ของแท้ต้นฉบับนั้นจะมีรายละเอียดที่คมชัดและสวยงามกว่า โดยเฉพาะใบหน้าและลายตามตัวเสือ หากนำมาเปรียบเทียบกันแล้วจะเห็นได้ว่าของเลียนแบบมีความตื้นเขินและผิดเพี้ยนไปจากตัวต้นฉบับอย่างเห็นได้ชัด ช่องปากโหว่,ตาโบ๋,ลายตื้น,ยันต์ตื้นและหากเทียบดูจากด้านหน้าตรงๆจะเห็นว่ารอยประกบพิมพ์ช่วงขาหน้าของแท้จะบาง ส่วนของถอดพิมพ์จะหนากว่ามาก แม้แต่ตัวที่ข้าพเจ้าเคยลงภาพไว้ในเวปศิษย์หลวงพ่อกวยเพื่อประกอบข้อมูลประวัติและวัตถุมงคลของหลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาครเมื่อหลายปีก่อนนู้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับตัวต้นฉบับที่เพิ่งมาพบในภายหลังก็ต้องยอมจำนนด้วยหลักฐานว่าเข้าข่ายเป็นเสือถอดพิมพ์ด้วยเช่นกัน จึงต้องขออนุญาตแก้ไขไว้ในที่นี้ด้วย ทั้งนี้ก็ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หาได้มีเจตนาเป็นอื่นไม่ ของที่ถอดพิมพ์นี้น่าจะมีมานานและน่าจะทำขึ้นหลายครั้งสังเกตได้จากรายละเอียด,ขนาดและสีของเนื้อตะกั่วมีความแตกต่างกัน(ซึ่งมีทั้งตะกั่วดำงานเก๊เก่าและตะกั่วขาวงานเก๊เมื่อไม่นานมานี้) แม้แต่เสือนั่งหลังค่อมที่ปรากฎอยู่ในหนังสืองานศพหลวงพ่อโอก็จะเห็นได้ว่าเป็นแบบที่ถอดพิมพ์ด้วยเช่นเดียวกัน และยังเคยพบเสือแบบที่ถอดพิมพ์นี้ร้อยอยู่ในตะกรุดชุดที่เป็นงานตลาดอีกด้วย (ตะกรุดชุดที่เป็นงานตลาดสังเกตได้จากอักขระเลขยันต์ที่ลูกคั่นและลูกสะกดจะตื้นเบลอและผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับ) แสดงให้เห็นว่าในยุคหลังๆทางวัดหลวงพ่อโอคงจะมีการรับของตลาดมาเสกด้วย ดังนั้นชุดที่เป็นของตลาดถอดพิมพ์นี้จึงไม่ถือเป็นมาตรฐานถ้าหากจะเช่าหาคงต้องดูที่มาที่เชื่อถือได้เป็นสำคัญ แต่ ณ ปัจจุบับนอกจากเสือนั่งหลังค่อมแล้วเสือหมอบท้องกลวงและสิงห์สามขวัญก็มีของถอดพิมพ์ออกมาแล้วเช่นกัน แต่เห็นว่าฝีมือไม่ได้ร้ายกาจอะไรยังพอแยกได้ด้วยการเปรียบเทียบดังภาพที่นำมาเปรียบเทียบระหว่างแท้/เก๊ (ดูภาพประกอบภาพที่ ๔) จึงยังไม่ชี้จุดสังเกตเดี๋ยวจะเป็นการชี้โพรงให้กระรอกเสียปล่าวๆ ส่วนสิงห์ปากนกแก้วเนื้อทองเหลืองและสิงห์เนื้อตะกั่ว(สิงห์สามขวัญฐานบางขอบข้างมีรอยปั๊ม)ที่หลวงพ่อสดก็มีการนำมาเสกแจกด้วยนั้น ก็พบว่าเป็นของตลาดด้วยเช่นกันอย่างเช่นสิงห์เนื้อตะกั่วบางที่ก็เล่นเป็นหลวงพ่อกวย วัดบ้านแคบางที่ก็เล่นเป็นหลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม แล้วแต่สำนักไหนจะรับมาเสก ส่วนเสือเนื้อผงดำซึ่งดูจากงานแล้วน่าจะเป็นการถอดพิมพ์มาจากเสือตลาดเนื้อทองเหลือง ซึ่งถึงแม้จะเป็นงานโรงงานแต่พิจารณาแล้วก็เห็นว่าน่าจะเป็นการสั่งทำมาเป็นการเฉพาะเพราะยังไม่เคยพบว่าสำนักไหนมีแจก วัตถุมงคลของหลวงพ่อสดนั้นทำออกมาจำนวนมาก มีทั้งที่สร้างเองและที่เป็นของตลาดรับมาเสก จึงควรศึกษาให้รอบคอบ แต่ถ้าเอาศรัทธาเป็นตัวตั้งไม่หวังผลทางด้านการตลาดและกระแสค่านิยม แม้รุ่นที่เป็นของตลาดก็เป็นของที่ได้รับการปลุกเสกจากท่านเสมอกัน หวังว่าการวิเคราะห์ดังกล่าวมานี้จะทำให้มีแนวทางในการศึกษาและสะสมที่มีความชัดเจนมากขึ้น การจำแนกแยกแยะนี้มิใช่เพื่อให้เกิดความแตกแยกแต่อย่างใดและไม่ได้คิดจะเป็นจอมบงการที่ลุกขึ้นมากำหนดนั่นกำหนดนี่ไปเรื่อยเปื่อย ความเป็นเหตุเป็นผลนี้ไม่ได้สงวนไว้แต่ข้าพเจ้าผู้เดียวเท่านั้นที่จะเข้าใจได้ แม้ท่านผู้ใดทำการศึกษาใคร่ครวญแล้วก็ย่อมเข้าถึงความเป็นเหตุเป็นผลนี้ได้เช่นกัน หรือหากแม้ท่านผู้ใดมีวิธีการศึกษาหรือมีหลักฐานที่ยิ่งไปกว่าข้าพเจ้าก็สามารถเข้าถึงความชัดเจนที่ยิ่งไปกว่าข้าพเจ้าก็เป็นได้ ข้าพเจ้าไม่ได้ยืนกรานว่าผลการศึกษาของข้าพเจ้าจะถูกต้องที่สุดถึงขนาดที่จะไม่มีความรู้อื่นมาคัดค้านแทรกแซงได้ เพียงแต่ด้วยสติปัญญา ณ ขณะนี้ของข้าพเจ้าซึ่งได้ทำการศึกษาใคร่ครวญอย่างเต็มที่แล้วและเห็นว่าพอถือเอาเป็นหลักเป็นเกณฑ์ได้ จึงนำมาบอกกล่าวเล่าต่อตามประสาคนชอบด้วยกัน และเห็นว่าควรมีหลักมีเกณฑ์ในการจำแนกแยกแยะเอาไว้บ้าง ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นเจ๊กลากไปไทยลากมากันอยู่นั่นเอง ซึ่งถ้ามีหลักมีเกณฑ์เช่นนี้แล้วก็น่าจะนำไปสู่ข้อยุติแบบมีเหตุผลประกอบได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น......
 
  ราคา 9999
  ปรับปรุงล่าสุด 10:32:41 พฤหัสบดี 05 ม.ค.
  จำนวนผู้ชม 758
  จำนวนผู้ชมขณะนี้ 1
  สถานะ
 
     

© Copyright 2011 www.www.sitluangporchua.com. All right reserved by www.sitluangporchua.com
หน้าแรก กระดานสนทนา ร้านพระเครื่องมาตรฐาน จัดการร้านค้า