หน้าแรก l รายการพระเครื่อง l แกลลอรี่ภาพ l การชำระเงิน l ศิษย์หลวงพ่อกวย l ศิษย์หลวงพ่อเชื้อ l จัดการร้านค้า
ข้อมูลร้านค้า
 
ฝุ่นดินท้องถิ่นนิยม
  ชื่อร้าน ฝุ่นดินท้องถิ่นนิยม
 
  เจ้าของร้าน เชษฐา ฉายะสถิตย์
 
  ที่อยู่ 86 ม.3 ต.หนองมะโมง อ.หนองมะโมง ชัยนาท
   
 
  ข้อมูลร้านค้า "สะสมพระในแง่ของศิลปะและความเป็นตำนาน สืบสานตำนานพระท้องถิ่น" เราสนใจพระท้องถิ่นในอดีตที่เกือบจะเป็นตำนาน มีประสบการณ์เป็นที่เล่าขานกันแบบปากต่อปากจากบุคคลที่มีตัวตน ไม่ใช่แค่ภาพลวงตาตามหน้าหนังสือ "เก่า-แท้-สวย-หายาก-มากประสบการณ์ เป็น ๕เหตุผลที่เพียงพอต่อความแพงและความควรค่าแก่การสะสม"
   
 
  เงื่อนไขการรับประกัน คนจริง...ใจจริง...พระจริง พิจารณา 7 วัน ไม่พอใจคืนเต็ม แต่พระต้องสภาพเดิม
   
 
  เบอร์โทรติดต่อ 0847208460,0871950045
  E_mail foondin@hotmail.com
   
ตะกรุดลูกคั่นหลวงพ่อโอ วัดหางน้ำหนองแขม









 
ข้อมูลพระเครื่อง
 
  ชื่อพระเครื่อง ตะกรุดลูกคั่นหลวงพ่อโอ วัดหางน้ำหนองแขม
  รายละเอียด พระอธิการโอ อินฺทโชโต มีนามเดิม ว่า โอ โพธิ์อุไร เกิดปีมะแม พุทธศักราช 2438 ที่บ้านหางน้ำหนองแขม หมู่ที่ ๗ ต.ท่านฉนวน อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท เป็นบุตรนายเทศ นางเพิ่ม โพธิ์อุไร เมื่ออายุได้ ๗ ขวบ ท่านป่วยเป็นโรคฝีดาษทำให้ตาของท่านเกือบบอดแต่ยังพอมองเห็นลางๆ จึงไปอยู่กับหลวงพ่ออินได้ศึกษาการอ่านเขียน ไทย-ขอม-บาลี ตลอดจนกรรมฐานและคาถาอาคมต่างๆ นอกจากศึกษากับหลวงพ่ออินแล้ว ท่านยังไปแสวงหาความรู้เพิ่มกับครูบาอาจารย์ผู้ทรงคุณในสมัยนั้นเช่น หลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่อเงินวัดพระปรางค์เหลือง หลวงพ่อมี วัดบ้านบน หลวงพ่อปั้น วัดหาดทะนง หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ หลวงพ่ออิน วัดหางน้ำหนองแขม และพระเกจิอาจารย์ อีกหลายรูปจึงทำให้หลวงพ่อโอมีวิชาอาคมที่แก่กล้า เมื่อหลวงพ่อโออายุครบบวช หลวงพ่ออินจึงจัดการอุปสมบทให้ โดยมีหลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล เป็นพระอุปัชฌาชย์ พระอธิการอิน จนฺทสโร วัดหางน้ำหนองแขม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์หมึก วัดสระทะเล เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ณ อุโบสถวัดสระทะเล ได้รับฉายาว่า อินฺทโชโต ตรงกับปีขาล พุทศักราช ๒๔๕๗ หลังจากได้อุปสมบทแล้วได้กราบลาพระอุปัชฌาย์มาจำพรรษาที่วัดหางน้ำหนองแขมตลอดมาจนกระทั่ง หลวงพ่ออิน จันฺทสโร ได้มรณภาพลง หลวงพ่อโอ อินฺทโชโต ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสในปีพ.ศ.๒๔๗๖ เล่ากันว่าถึงแม้ตาของท่านจะมองไม่ค่อยเห็นแต่เหมือนท่านมีญาณทิพย์ สามารถรู้เห็นในสิ่งที่ตาของคนปกติไม่สามารถเห็นได้ เช่นเห็นสิ่งที่อยู่ไกลหรือสิ่งที่อยู่ในที่ลับตาได้อย่างอัศจรรย์ เล่ากันว่าแค่เท้าโยมเหยียบบันไดขั้นแรกท่านก็สามารถรู้ได้ว่าเป็นใคร เวลาว่างหรือแม้แต่ขณะนั่งรับแขกท่านจะเคาะกุญแจกับพื้นกระดานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งน่าจะเป็นการทำสมาธิของท่านอย่างหนึ่ง หลวงพ่อโอปลุกสาลิกาให้ลอยน้ำ (เรื่องเล่าจาก สจ.อธิปพงษ์ จันทร์ครุฑ) หมอเรืองแป (มือพิการ) เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อโอคอยปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อโอ หลวงพ่อโอจึงสอนวิชาต่างๆ ให้ หมอเรืองแปได้มีโอกาสเล่าให้ผม (ขณะนั้นผมบวชเป็นพระที่วัดหางน้ำหนองแขม) ว่าหลวงพ่อโอได้ปลุก สาลิกา (สาลิกาของหลวงพ่อโอคือ ตะกรุดทองแดง ดอกจิ๋ว ขนาดความยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ใช้ด้ายผูกติดกัน 2 ดอก เป็นคู่กัน) ในวันนั้นเป็นเวลากลางคืนหลวงพ่อโอได้ใช้บาตรไม้สาน (ใช้ไม้ไผ่มาสานเป็นรูปบาตรพระ แล้วใช้ชันทาไม่ให้รั่ว ปัจจุบันพระเสน่ห์เก็บรักษาไว้) นำบาตรไม้สานมาทำน้ำมนต์ แล้วกำสาริกาแผ่นทองแดงม้วนดอกจิ๋วที่เตรียมไว้ ใส่ลงในบาตรไม้สาน ตะกรุดก็จมน้ำอยู่ก้นบาตร หลวงโอบอกกับหมอเรืองแปว่าถ้าดอกไหนลอยขึ้นมาให้ช้อนขึ้นมาวางไว้เป็นคู่ๆ จากนั้นหลวงพ่อโอก็เข้ามาสมาธิ สักครู่ตะกรุดม้วนแผ่นทองแดงก็เริ่มลอยขึ้นมาทีละดอก 2 ดอก หมอเรืองแป ตื่นเต้นมาก แต่ก็ไม่ลืมคำสั่งนั่งช้อนออกมาเป็นคู่ๆ จนหมดบาตร แล้วก็ช่วยหลวงพ่อใช้ด้ายผูกเป็นคู่ๆ คู่ใครคู่มัน แล้วหลวงพ่อโอก็เก็บเข้าไปลุกเสกของท่านอีกที อภินิหารชะแลงลอยน้ำ เรื่องนี้ข้าพเจ้าเคยได้อ่านข้อความจากโพสต์ของคนในพื้นที่ท่านหนึ่งใช้ยูสเซอร์เนมว่า”ลูกพระพรหม” โพสต์เล่าไว้ว่า: คุณพ่อท่านเล่าให้ฟังว่าหลวงพ่อโอเก่งมากที่ว่าเก่งเพราะที่วัดจะมีบ่อน้ำ และท่านแสดงโดยการโยนชะแลงลงบ่อ ผลปรากฎว่าชะแลงที่ทำด้วยเหล็กลอยได้ครับ “ .ตะกรุดของหลวงพ่อโอมักจะมีออฟชั่นพิเศษติดมาด้วยเสมอ และเหล่าออฟชั่นอันบรรดามีนั้นก็ถือได้ว่าเป็นจุดสังเกตของเครื่องรางสำนักนี้ ออฟชั่นที่ว่ามีทั้งลูกคั่น,ลูกสะกดและปลัดขิก ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบแต่ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะที่ทำให้สามารถแยกแยะได้ ออฟชั่นต่างๆเหล่านี้มักถูกเรียกรวมๆไปด้วยกัน อาจจะเรียกลูกคั่นบ้างลูกสะกดบ้างตามความเคยชินที่เคยได้ยินสืบๆกันมา แต่ที่จริงนั้นลูกคั่นกับลูกสะกดมีความแตกต่างกันตามคุณลักษณะและวัตถุประสงค์การใช้งาน เพื่อให้เกิดความชัดเจนจะขอจำแนกคร่าวๆดังนี้ ๑.ลูกคั่น ลูกคั่นของท่านคงจะได้รับอิทธิพลมาจากตะกรุดลูกคั่นของหลวงพ่อเดิมอาจารย์ของท่าน แต่ของหลวงพ่อเดิมใช้แผ่นโลหะนำมาตัดเป็นแผ่นยาวๆ คล้ายเส้นตอก ลงอักขระแล้วนำมาสานเป็นทรงลูกตะกร้อและทรงข้ามหลามตัดใช้สำหรับร้อยคั่นระหว่างตะกรุดแต่ละดอกในตะกรุดชุดพระเจ้าห้าพระองค์ซึ่งมีทั้งหมด ๕ ดอก จึงเรียกว่าลูกคั่น แต่ของหลวงพ่อโอใช้วิธีการหล่อแบบเบ้าประกบมียันต์ในพิมพ์ ถึงแม้วิธีการผลิตจะแตกต่างออกไปแต่ทางด้านรูปทรงยังคงเจริญรอยตามอาจารย์ของท่าน ดังนั้นลูกคั่นของหลวงพ่อโอจะมีอยู่ ๓ ลักษณะคือ ๑.ทรงข้าวหลามตัด(หกเหลี่ยม) ๒.ทรงลูกตะกร้อ ๓.ทรงกระบอก(ซึ่งน่าจะจำลองมาจากดอกตะกรุดที่อยู่ในชุดตะกรุดลูกคั่นของหลวงพ่อเดิมด้วย) แต่ละชนิดมีอักขระปรากฏในพิมพ์ดังนี้ -ทรงข้ามหลามตัด ปรากฏอักขระตัว นะ ทั้ง ๒ ด้าน -ทรงลูกตะกร้อ ปรากฏอักขระหัวใจธาตุสี่ นะ มะ พะ ทะ -ทรงกระบอก ปรากฏอักขระหัวใจพระเจ้าห้าพระองค์ โดยปรากฏอักขระ “นะโมพุท” ด้านหนึ่งและปรากฎอักขระ “ธายะ” อีกด้านหนึ่ง (ลูกคั่นลักษณะนี้พบว่ามีของตลาดนำไปถอดพิมพ์ด้วยแต่จะตื้นเบลอกว่าและตัวอักขระก็ผิดเพี้ยนไปจากเดิมมาก) เนื้อโลหะที่ใช้เท่าที่พบเป็นเนื้อตะกั่วทั้งหมด ยกเว้นลูกคั่นทรงลูกตะกร้อที่พบว่าในระยะต่อมาถูกนำไปใช้เป็นลูกสะกดร้อยเข้ากับตะกรุดโทนรุ่นที่มีสายคาดสีขาวถักลายท้องตะขาบด้วย ลูกคั่นทรงลูกตะกร้อนี้จึงพบว่ามีทั้งที่เป็นเนื้อตะกั่ว เนื้อปรอทและเนื้อครั่ง ๒.ลูกสะกด ในยุคแรกๆมีลักษณะรูปทรงคล้ายลูกหนำเลี๊ยบมีสัณฐานรียาว ใช้กรรมวิธีการหล่อแบบเบ้าประกบมียันต์ตารางกากะบาดทั้งสองด้าน ซึ่งยันต์นี้ถือว่าเป็นยันต์เอกลักษณ์ของหลวงพ่อ พบทั้งที่เป็นเนื้อตะกั่วและเนื้อครั่ง (เนื้อปรอทก็อาจจะมีด้วย) ส่วนอีกแบบนั้นเป็นงานตลาด มักพบได้ในตะกรุดตลาดแบบครบเส้นคือมีทั้งตะกรุด ลูกสะกดและเชือกคาดซึ่งจะถักเป็นลายท้องตะขาบมีทั้งที่เป็นเชือกดิบสีขาวและเชือกไนล่อนสีเขียวขี้ม้าในบางงานอาจจะมีปลัดขิกรวมอยู่ด้วย ลูกสะกดงานตลาดที่พบในตะกรุดชุดยุคแรกๆของหลวงพ่อโอด้วยนั้นจะมีลักษณะป้อมสั้นมียันต์ นะขมวดแบบเลขแปดอารบิคแล้วขึ้นยอดอุณาโลมด้านหนึ่งและยันต์เฑาะว์ด้านหนึ่ง พบทั้งที่เป็นเนื้อตะกั่วและเนื้อครั่ง(เนื้อปรอทก็อาจจะมีด้วยเช่นกัน) ...จริงๆแล้วที่มาของลูกสะกดตามแบบฉบับดั้งเดิมนั้น เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ใช้ประกอบการเจริญพระกรรมฐานแบบโบราณที่เรียกว่าพระกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ โดยจะใช้ลูกตะกั่วปักกับแท่งเทียนในระยะห่างเท่าๆกัน(จำนวนลูกขึ้นอยู่กับขั้นตอนพระกรรมฐานในแต่ละห้อง)เมื่อเทียนไหม้ลงมาจนถึงลูกสะกดลูกไหนลูกสะกดลูกนั้นก็จะล่วงลงสู่ก้นบาตร เป็นทั้งเครื่องทดสอบความมั่นคงของจิตและบอกระยะเวลาในการรักษาอารมณ์ในแต่ละห้องสมาธิ เมื่อวัตถุชนิดนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสมาธิจิตขั้นสูง จึงถือกันว่าลูกสะกดนี้มีอำนาจในตัว สามารถสะกดอำนาจชั่วร้ายภายนอกได้ แท้จริงแล้วเป็นการสะกดจิตตัวเองซึ่งเป็นของภายในไม่ให้หวั่นไหวไปกับสิ่งภายนอกต่างหาก แต่มาในยุคหลังๆถูกทำขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องรางโดยตรง ไม่ได้ใช้ในการเจริญกรรมฐานตามแบบดั้งเดิมเมื่ออธิบายมาถึงตรงนี้ข้าพเจ้านึกถึงวัตรปฏิบัติของหลวงพ่อโอที่ปรากฏในประวัติมีอยู่ตอนหนึ่งที่บันทึกไว้ว่า... “เมื่อท่านอยู่ตามลำพัง หรือเวลารับแขกท่านมักจะใช้ลูกกุญแจกเคาะกับพื้นกระดานที่ท่านนั่งเหมือนกับนั่งสมาธิอยู่ตลอดเวลา”การปฏิบัตินี้สอดคล้องกับวิธีฝึกพระกรรมฐานของพระราหุลเถระองค์ปฐมบรมครูผู้ให้กำเนิดกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ ซึ่งท่านก็ใช้ไม้เคาะให้เกิดเสียงเพื่อฝึกสมาธิจิตให้มีความมั่นคงเข้มแข็ง ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นการใช้ลูกสะกดในยุคต่อมา เป็นไปได้ที่หลวงพ่อโอท่านจะเจริญพระกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับนี้ด้วย เพราะตามประวัติแล้ว ในบรรดาครูบาอาจารย์ที่ท่านเดินทางไปศึกษาวิชาต่างๆหนึ่งในนั้นก็คือหลวงปู่ศุข แห่งวัดมะขามเฒ่า ซึ่งหลวงปู่ศุขก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่ศึกษาพระกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับจากสำนักวัดราชสิทธาราม(วัดพลับ) กับพระสังวรานุวงศ์(เมฆ) เรื่องราวที่หลวงปู่ศุขไปเรียนกรรมฐานโบราณของสำนักวัดพลับนี้ มีข้อมูลที่ถูกถ่ายทอดโดยพระครูสิทธิสังวร วัดราชสิทธารามมีเนื้อความดังนี้.....“โดยครั้งหนึ่งได้ปรากฎเรื่องราวระหว่างหลวงปูศุขและพระครูสังวรสมาธิวัตร(ชุ่ม เกิด ๒๓๙๖)ศิษย์เอก พระสังวรานุวงศ์(เมฆ) กล่าวคือในตอนนั้นหลวงปู่ศุขท่านได้ทดลองทำปาฏิหาริย์โดยการนำหัวปลี ๓ หัวมาบริกรรมด้วยพระคาถาที่ท่านได้เล่าเรียนมาเสกหัวปลีให้เป็นกระต่าย หลวงปู่เสกอยู่นานผลปรากฎว่าหัวปลีทั้ง ๓ หัวก็ได้กลายเป็นกระต่าย ๓ ตัวในบัดดล พระครูสังวรสมาธิวัตรชุ่ม(ตำแหน่งก่อนเป็นพระสังวรานุวงศ์) ท่านคงนึกสนุกจึงได้บอกสัพยอกหลวงปู่ศุขว่า "กระต่ายของคุณต้องมานั่งบริกรรมคาถา ดูของผมนี่สิ" ว่าแล้วหลวงปู่ชุ่มก็พลางเอาปลายไม้เท้ายอดตาลของวิเศษประจำสำนักวัดพลับของท่าน ชี้ไปที่หัวปลีที่กองไว้บนพื้นที่เหลือผลปรากฎว่าหัวปลีที่เหลือได้กลายเป็นกระต่ายจำนวนมาก สร้างความประหลาดใจให้กับหลวงปู่ศุขยิ่งนักจากนั้นมาท่านจึงขวนขวายในการเรียนพระกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ จนแตกฉานโดยอาศัยอารามวัดอนงคารามเป็นที่จำวัด(ที่มา : พระวีระ สุขมีทรัพย์ ฐานวีโร) ...และยังปรากฏในประวัติของพระสังวรานุวงศ์เถร(เมฆ) พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระเจ้าอาวาสวัดราชสิทธารามองค์ที่ ๙โดยมีความตอนหนึ่งระบุว่า “.......ด้านพระกรรมฐาน พระสังวรานุวงศ์เถร เป็นพระอาจารย์ใหญ่ พระครูสังวรสมาธิวัตร (เอี่ยม) ๑ พระปลัดโต ๑ พระสมุห์กลั่น ๑ พระปลัดมาก ๑ พระสมุห์คง ๑ พระปลัดเอี่ยม ๑ พระสมุห์ชุ่ม ๑ เป็นพระอาจารย์ผู้ช่วย ในสมัยท่านพระกรรมฐานเจริญรุ่งเรืองมาก มีพระเถรานุเถระมาศึกษาพระกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับกันมากมายเช่น พระมหาแพต่อมาได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระสังฆราช นำมาฝากโดยสมเด็จพระวันรัต(แดง) วัดสุทัศน์ พระภิกษุเงิน หลวงพ่อเงินวัดบางคลาน พระภิกษุศุข หรือหลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า พระภิกษุทอง หลวงพ่อทองวัดราชโยธา พระมหาเสาร์ กันตสีโร หรือพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโร ฯลฯ..” ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริงลูกสะกดของหลวงพ่อโออาจจะไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องรางแต่เพียงอย่างเดียว แต่อาจใช้ในการเจริญพระกรรมฐานขั้นสูงตามแบบแผนที่มีมาแต่โบราณก็เป็นได้ และเป็นที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งว่าในบรรดาลูกคั่นและปลัดขิกที่เป็นเครื่องรางสำหรับคาดเอวนี้มีเฉพาะลูกสะกดนี้เท่านั้นที่มียันต์ตารางกากะบาดซึ่งเป็นยันต์เอกลักษณ์ประจำตัวของท่านประทับอยู่เพียงชนิดเดียว ๓.ปลัดขิก ปลัดขิกที่จัดว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของท่าน เท่าที่พบมี ๒ แบบคือแบบมีปีกกับแบบมีไข่ ใช้วิธีการหล่อแบบเบ้าประกบเท่าที่พบมีเนื้อตะกั่วชนิดเดียวมีลักษณะดังนี้ ๓.๑ ปลัดขิกแบบมีปีก ที่โคนปลัดจะมีท่อสำหรับร้อยเชือกเป็นท่อยาววิ่งตัดเป็นแนวขวางกับลำปลัด ด้านบนของท่อมีอักขระ “นะโม” ด้านล่างมีอักขระ “พุทธายะ” ที่หัวปลัดมีตัว “อุ”ระหว่างท่อที่มีไว้สำหรับร้อยเชือกกับลำตัวปลัดมีลักษณะคล้ายปีกเชื่อมถึงกันทั้งสองฝั่ง มีหางพาดไปตามลำตัวด้านบน ๓.๒ ปลัดขิกแบบมีไข่ ที่โคนปลัดจะแกะเป็นลูกกลมนูนสองลูกคล้ายไข่ของปลัด ต่อจากไข่ของปลัดมีลักษณะคล้ายขาเล็กๆแนบไปตามลำตัวทั้งสองฝั่ง ระหว่างไข่ทั้งสองลูกมียันต์เฑาะว์ปลายยันต์ชี้ไปทางโคนของปลัด ปลัดทั้งสองแบบเป็นเครื่องรางยุคแรกๆ พบได้น้อยมาก มักพบรวมอยู่กับลูกคั่นและลูกสะกดชุดเอกลักษณ์โดยจะร้อยอยู่ในเส้นเดียวกัน แม้แต่ในตะกรุดรุ่นที่มีสายคาดขาวถักลายท้องตะขาบก็ยังไม่เคยพบว่ามีปลัดทั้งสองแบบนี้ร่วมอยู่ด้วย พบแต่ปลัดขิกเนื้อปรอทแบบหันข้าง ข้างลำตัวจะมีขาทั้งสองข้างและมีหางพาดไปบนลำตัวชี้ไปทางหัวของปลัดใต้ลำตัวมีท่อสำหรับร้อยเชือกเป็นท่อยาวทอดไปในแนวเดียวกันกับลำตัวมีอักขระปรากฎที่ท่อทั้งสองด้านลงด้วยนะโมพุทด้านหนึ่งและลงด้วยธายะอีกด้านหนึ่ง แต่ปลัดรุ่นนี้ถูกทำออกมาขายเช่นเดียวกันกับลูกสะกดแบบป้อมซึ่งจะร้อยรวมกับตะกรุดพร้อมเชือกคาดครบชุด จึงจัดว่าเป็นของตลาดเช่นกัน ดังนั้นหากพิจารณาตามลักษณะที่พบแล้วอาจแบ่งตะกรุดของหลวงพ่อได้เป็น ๒ ยุคดังนี้ ๑.ยุคแรกๆสายคาดมักจะเป็นเชือกดิบเส้นเดียวและมักประกอบด้วยลูกคั่น ลูกสะกดและปลัดขิก ๓ ประเภทนี้เป็นส่วนใหญ่ แต่จะครบทุกประเภทหรือไม่ก็แล้วแต่วาสนา น้อยนักที่จะพบว่ามีตะกรุดติดมาด้วย อาจจะเป็นเพราะอาการอาพาธเกี่ยวกับสายตาของท่านจึงไม่สะดวกต่อการจารอักขระมากนักก็เป็นได้ แต่ถ้าหากมีก็ถือว่าเป็นบุญของผู้ที่ได้ครอบครอง ๒.ยุคถัดมาจะมีสายคาดที่ทำจากเชือกสีขาวถักเป็นลายท้องตะขาบตลอดเส้น และถักหุ้มดอกตะกรุดด้วยด้ายดิบมีทั้งที่ชุบรักและไม่ชุบ จุดสังเกตที่สำคัญคือจะมีลูกคั่นหรือลูกสะกดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะร่วมอยู่ด้วยเสมอ เท่าที่พบจะประกอบด้วยลูกคั่นทรงลูกตะกร้อหรือลูกสะกดแบบรียาวที่มียันต์ตารางกากะบาดอย่างใดอย่างหนึ่งหรืออาจมีทั้งสองอย่างและอาจมีปลัดขิกเนื้อปรอท(แบบของตลาด) ร่วมอยู่ด้วยก็ได้ ส่วนประกอบเหล่านี้มีไม่เหมือนกันทุกเส้น ส่วนตะกรุดที่ลักษณะคล้ายๆกันนี้ แต่ไม่มีลูกคั่นหรือลูกสะกดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะประกอบอยู่ด้วยนั้น จัดว่าเป็นของตลาดที่ทำขายให้กับวัดอื่นๆโดยทั่วไป ส่วนใหญ่จะยัดขายเป็นของหลวงพ่อกวย เท่าที่พบมีทั้งสายคาดที่ทำจากเชือกสีขาวและสายคาดที่ทำจากเชือกไนล่อน (แบบไนล่อนจะเป็นของตลาดรุ่นหลังๆที่พบเห็นบ่อยที่สุด) ตะกรุดที่มีลักษณะเป็นงานตลาดนี้ทางวัดก็อาจจะรับมาให้หลวงพ่อเสกด้วย ถ้าจะซื้อหาคงต้องดูที่มาเป็นสำคัญเพราะไม่มีจุดสังเกตใดใดเป็นข้อยุติ
 
  ราคา 5500
  ปรับปรุงล่าสุด 10:44:56 พฤหัสบดี 05 ม.ค.
  จำนวนผู้ชม 2257
  จำนวนผู้ชมขณะนี้ 1
  สถานะ
 
     

© Copyright 2011 www.www.sitluangporchua.com. All right reserved by www.sitluangporchua.com
หน้าแรก กระดานสนทนา ร้านพระเครื่องมาตรฐาน จัดการร้านค้า